<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Planet &#8211; กลุ่มใบไม้</title>
	<atom:link href="https://baimai.org/category/planet/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://baimai.org</link>
	<description>ค่ายสิ่งแวดล้อม ค่ายเยาวชน อนุรักษ์ธรรมชาติ Nature Game</description>
	<lastBuildDate>Sun, 24 Aug 2025 01:32:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/fav.png</url>
	<title>Planet &#8211; กลุ่มใบไม้</title>
	<link>https://baimai.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แม่แปรก คุณยายผู้นำฝูงของเหล่าช้าง</title>
		<link>https://baimai.org/planet/wild-elephant-female-leader/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Nov 2017 14:14:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=860</guid>

					<description><![CDATA[ช้างแม่แปรก [ปะ-แหรก] หลายท่านอาจสงสัย และได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้างกับคำนี้ บางท่านอธิบายว่าเป็นช้างที่เก่งที่สุดในฝูง ซึ่งไม่ตรงกับพฤติกรรมเขาเสียทีเดียว เมื่อเปิดดูพจนานุกรมไทย ฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร คำว่า แปรก [-ปะ-แหรก] คือ “หญิงสาวแก่ผู้เป็นหัวหน้าของหญิงสาวทั้งปวง” ซึ่งก็เข้าเค้าเมื่อนำมาใช้กับช้าง ที่จริงแล้ว ช้างแม่แปรก (Matriarch) เป็นช้างเพศเมียอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับการเดินทางหากินของฝูงช้าง และปกป้องสมาชิกจากผู้ล่าร่วมกับตัวอื่นๆภายในฝูง โดยดูแลหน่วยครอบครัว (Family unit) เล็กสุดที่ประมาณ 5-10 ตัว หรือมากกว่านี้ตามปัจจัยทางนิเวศและประสบการณ์ของแม่แปรก ช้างแม่แปรกจะมีอายุมากที่สุดในฝูง และมักเป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีรายงานการศึกษาทั้งในช้างเอเชียและแอฟริกาว่าช้างแม่แปรก มีตั้งแต่อายุน้อยกว่า 40 ปี จนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งถ้าเทียบเคียงก็เหมือนในคนเรา ผู้มีประสบการณ์มากกว่าก็มักจะได้เป็นผู้นำ เพราะมากด้วยความจำเรื่องเส้นทางในป่าและแหล่งอาหาร แม่แปรกหรือคุณยายของเหล่าฝูงช้าง จะคอยดูแลเรื่องใหญ่เช่นการเดินทางหาแหล่งอาหาร ไปจนกระทั่งให้เหล่าแม่ของลูกช้างคอยดูแลลูกตัวเอง เช่น หากลูกช้างแตกแถวเดินไปไกล หรือมาอยู่กับยายนานๆ ก็จะผลักหรือดันให้ลูกช้างไปอยู่กับแม่ช้าง ส่วนลูกๆของแม่แปรกก็จะเรียนรู้สะสมประสบการณ์ทั้งความจำเรื่องเส้นทาง แหล่งอาหาร และการดูแลฝูง จนเมื่อแม่แปรกสิ้นอายุขัย ตัวอาวุโสสูงสุดจึงขึ้นเป็นผู้นำ แต่อีกกรณี ลูกของแม่แปรกบางตัวก็เลือกที่จะแยกฝูงออกมา แล้วพาลูกๆเริ่มต้นสร้างครอบครัวตนเอง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span lang="TH">ช้างแม่แปรก </span>[<span lang="TH">ปะ-แหรก</span>]<span lang="TH"> หลายท่านอาจสงสัย และได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้างกับคำนี้ บางท่านอธิบายว่าเป็นช้างที่เก่งที่สุดในฝูง ซึ่งไม่ตรงกับพฤติกรรมเขาเสียทีเดียว</span> <span lang="TH">เมื่อเปิดดูพจนานุกรมไทย ฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร คำว่า แปรก </span>[-<span lang="TH">ปะ-แหรก</span>]<span lang="TH"> คือ</span> “<span lang="TH">หญิงสาวแก่ผู้เป็นหัวหน้าของหญิงสาวทั้งปวง</span>”<span lang="TH"> ซึ่งก็เข้าเค้าเมื่อนำมาใช้กับช้าง</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-861" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-1.jpg" alt="" width="1024" height="685" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-1.jpg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-1-300x201.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-1-768x514.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span lang="TH">ที่จริงแล้ว ช้างแม่แปรก (</span>Matriarch) <span lang="TH">เป็นช้างเพศเมียอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับการเดินทางหากินของฝูงช้าง และปกป้องสมาชิกจากผู้ล่าร่วมกับตัวอื่นๆภายในฝูง โดยดูแลหน่วยครอบครัว </span>(Family unit) <span lang="TH">เล็กสุดที่ประมาณ 5-10 ตัว หรือมากกว่านี้ตามปัจจัยทางนิเวศและประสบการณ์ของแม่แปรก</span></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-862" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-2.jpg" alt="" width="1024" height="685" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-2.jpg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-2-300x201.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-2-768x514.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span lang="TH">ช้างแม่แปรกจะมีอายุมากที่สุดในฝูง และมักเป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีรายงานการศึกษาทั้งในช้างเอเชียและแอฟริกาว่าช้างแม่แปรก มีตั้งแต่อายุน้อยกว่า </span>40 <span lang="TH">ปี จนถึงอายุ </span>70 <span lang="TH">ปี ซึ่งถ้าเทียบเคียงก็เหมือนในคนเรา ผู้มีประสบการณ์มากกว่าก็มักจะได้เป็นผู้นำ เพราะมากด้วยความจำเรื่องเส้นทางในป่าและแหล่งอาหาร </span></p>
<p><span lang="TH">แม่แปรกหรือคุณยายของเหล่าฝูงช้าง จะคอยดูแลเรื่องใหญ่เช่นการเดินทางหาแหล่งอาหาร ไปจนกระทั่งให้เหล่าแม่ของลูกช้างคอยดูแลลูกตัวเอง เช่น หากลูกช้างแตกแถวเดินไปไกล หรือมาอยู่กับยายนานๆ ก็จะผลักหรือดันให้ลูกช้างไปอยู่กับแม่ช้าง ส่วนลูกๆของแม่แปรกก็จะเรียนรู้สะสมประสบการณ์ทั้งความจำเรื่องเส้นทาง แหล่งอาหาร และการดูแลฝูง จนเมื่อแม่แปรกสิ้นอายุขัย ตัวอาวุโสสูงสุดจึงขึ้นเป็นผู้นำ แต่อีกกรณี ลูกของแม่แปรกบางตัวก็เลือกที่จะแยกฝูงออกมา แล้วพาลูกๆเริ่มต้นสร้างครอบครัวตนเอง ด้วยเหตุผลหลักในเรื่องอาหารอันจำกัด ซึ่งบ่อยครั้งฝูงของลูกแม่แปรก ก็จะกลับมารวมญาติเป็นครั้งคราว </span></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-863" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-3.jpg" alt="" width="600" height="900" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-3.jpg 600w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/13-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<div class="text_exposed_show">
<p>แม่แปรกที่อาวุโสกว่า จะมีพฤติกรรมระวังภัยที่เข้มข้นมากกว่าแม่แปรกอายุน้อย เช่น นิ่งฟังเสียงผู้ล่านานกว่า หรือเปลี่ยนรูปแบบฝูงเมื่อถูกคุกคามอย่างรวดเร็ว โดยการให้ตัวอื่นๆเข้าโอบล้อมลูกช้าง ซึ่งตัวอาวุโสจะแสดงพฤติกรรมป้องกันได้รวดเร็วกว่าช้างแม่แปรกที่มีอายุน้อย</p>
<p>รายงานการศึกษาใหม่ๆบอกเราว่า แม่แปรกมีบุคลิกที่นิ่ง ไม่พยายามนำลูกฝูงด้วยความก้าวร้าว (Aggressive) แต่เข้าหาลูกฝูงด้วยความอ่อนโยน (Gentle) มีบุคลิกภาพที่นิ่งและสุขุมในการตัดสินใจแต่ละครั้ง หากใครเฝ้าสังเกตพฤติกรรมช้างป่า จะเห็นว่าตัวนำฝูงจะหยุดนิ่งอยู่นานกว่าจะออกเดินแต่ละครั้ง เป็นตัวเดินนำหน้า ชูงวงดมกลิ่นตรวจสอบก่อนออกที่โล่ง ใช้งวงดึงลูกช้างแสนซนที่แตกแถวกลับเข้าฝูง เมื่อคนเราเข้าใกล้คล้ายการคุกคาม ก็จ้องมองเราอยู่นาน นิ่งเฝ้ามองเราอยู่อย่างนั้น จนกว่าลูกฝูงตัวอื่นๆจะเดินผ่านพ้นไป</p>
<p>ดูแล้วก็คล้ายกับคนเราจริงๆ เพียงแต่ในโลกของช้าง เพศเมียและความอาวุโส เป็นตัวตัดสินผู้นำ</p>
<p><strong>ภาพ : ยศพล ณ นคร</strong></p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>Lee, P. C. and Moss, C. 2012. Wild female African elephants (Loxodonta africana) exhibit personality traits of leadership and social integration. Journal of Camparative Psychology. 126 (3), 224-232.</p>
<p>McComb, K., Shannon, G., Durant, S.M., Sayialel, K., Slotow, R., Poole, J. and Moss, C. 2011. Leadership in elephants: the adaptive value of age. Proceedings of the Royal Society B. 278, 3270–3276.</p>
<p>Sukumar, R. 2003. The Living Elephants: Evolution Ecology, Behavior and Conservation. New York: Oxford University Press.</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เซลฟี่ เซฟตี้? ส่องดูสัตว์ป่า ห่างกันสักนิด เพื่อความความสัมพันธ์ที่ดี</title>
		<link>https://baimai.org/planet/wildlife-selfie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Sep 2017 04:21:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=1348</guid>

					<description><![CDATA[บทความโดย : พิเชฐ นุ่นโต เมื่อต้นเดือนกันยายน ชายชาวอินเดียพยายามถ่ายเซลฟี่กับช้าง พี่ช้างไล่เหยียบเสียชีวิต ต้นปีชายชาวซิมบับเวพยายามเซลฟี่กับช้าง ก็โดนพี่ช้างเล่นงานจนเสียชีวิต เราถ่ายรูปสัตว์ป่าได้ครับ แต่การเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อันตรายมากและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่เช่นช้าง แม้ว่าสัตว์ป่าเขาจะดูเฉยๆ นิ่งๆหากินของเขาไปเมื่อเราเข้าไปใกล้ๆ แต่สัตว์ป่าเขามีระยะปลอดภัย หรือในทางหลักพฤติกรรมสัตว์ เมื่อเราเข้าไปใกล้สัตว์ป่าคล้ายการคุกคาม สัตว์จะมีระยะในการตอบสนองตัดสินใจว่าจะหนีหรือสู้ (flight or fight response) ระยะปลอดภัยนี้เรียก ระยะเริ่มต้นหนี (Flight Initiation Distance, FID) แปรผันไปตามสัตว์ป่าแต่ละชนิด โดยสัตว์จะประเมินตามประสบการณ์เรียนรู้ มีพวกมาด้วยเยอะมั้ย มีลูกน้อยมาด้วยรึเปล่า ตัวเค้าใหญ่หรือเล็ก สัตว์ส่วนใหญ่เลือกที่จะถอยหนี แต่หากเข้าใกล้เขามากๆ สัตว์มักเลือกที่จะป้องกันตัวเองด้วยการขู่ และโจมตีตามลำดับ นอกจากนี้การเข้าใกล้กับสัตว์ป่ามากๆยังเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสัตว์ป่าอีกด้วย ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพและพฤติกรรมสัตว์ป่าในระยะยาว ใช่ว่าจะมีเฉพาะบ้านเรา กระแสเซลฟี่ใกล้ๆกับสัตว์ป่ากระจายไปทั่วโลก ด้วยกระแสเซลฟี่ที่มากขึ้นเรื่อยๆและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากบาดเจ็บจากสัตว์ป่าและสัตว์ป่าได้รับผลกระทบ เช่น การเข้าไปเซลฟี่ใกล้ๆกับสิงโตทะเลแคลลิฟอเนีย (California Sea Lion, Zalophus californianus) ทำให้สิงโตทะเลพาลูกหนีลงทะเลบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานที่สิงโตทะเลต้องรักษาไว้เพื่อความอยู่รอด และแม่บางตัวก็ทิ้งลูกตัวเองเพราะได้รับการรบกวนบ่อยจากนักท่องเที่ยว หน่วยบริการอุทยานแห่งชาติ (National [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย : พิเชฐ นุ่นโต</strong></p>
<p>เมื่อต้นเดือนกันยายน ชายชาวอินเดียพยายามถ่ายเซลฟี่กับช้าง พี่ช้างไล่เหยียบเสียชีวิต ต้นปีชายชาวซิมบับเวพยายามเซลฟี่กับช้าง ก็โดนพี่ช้างเล่นงานจนเสียชีวิต</p>
<p>เราถ่ายรูปสัตว์ป่าได้ครับ แต่การเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อันตรายมากและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่เช่นช้าง แม้ว่าสัตว์ป่าเขาจะดูเฉยๆ นิ่งๆหากินของเขาไปเมื่อเราเข้าไปใกล้ๆ แต่สัตว์ป่าเขามีระยะปลอดภัย หรือในทางหลักพฤติกรรมสัตว์ เมื่อเราเข้าไปใกล้สัตว์ป่าคล้ายการคุกคาม สัตว์จะมีระยะในการตอบสนองตัดสินใจว่าจะหนีหรือสู้ (flight or fight response) ระยะปลอดภัยนี้เรียก ระยะเริ่มต้นหนี (Flight Initiation Distance, FID) แปรผันไปตามสัตว์ป่าแต่ละชนิด โดยสัตว์จะประเมินตามประสบการณ์เรียนรู้ มีพวกมาด้วยเยอะมั้ย มีลูกน้อยมาด้วยรึเปล่า ตัวเค้าใหญ่หรือเล็ก สัตว์ส่วนใหญ่เลือกที่จะถอยหนี แต่หากเข้าใกล้เขามากๆ สัตว์มักเลือกที่จะป้องกันตัวเองด้วยการขู่ และโจมตีตามลำดับ นอกจากนี้การเข้าใกล้กับสัตว์ป่ามากๆยังเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับสัตว์ป่าอีกด้วย ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพและพฤติกรรมสัตว์ป่าในระยะยาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1350" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe2.jpg" alt="" width="958" height="452" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe2.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe2-300x142.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe2-768x362.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ใช่ว่าจะมีเฉพาะบ้านเรา กระแสเซลฟี่ใกล้ๆกับสัตว์ป่ากระจายไปทั่วโลก ด้วยกระแสเซลฟี่ที่มากขึ้นเรื่อยๆและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากบาดเจ็บจากสัตว์ป่าและสัตว์ป่าได้รับผลกระทบ เช่น การเข้าไปเซลฟี่ใกล้ๆกับสิงโตทะเลแคลลิฟอเนีย (California Sea Lion, Zalophus californianus) ทำให้สิงโตทะเลพาลูกหนีลงทะเลบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานที่สิงโตทะเลต้องรักษาไว้เพื่อความอยู่รอด และแม่บางตัวก็ทิ้งลูกตัวเองเพราะได้รับการรบกวนบ่อยจากนักท่องเที่ยว หน่วยบริการอุทยานแห่งชาติ (National Park Service) และองค์การบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติอเมริกา (NOAA) จึงรณรงค์ให้นักท่องเที่ยว งดการเซลฟี่ใกล้ๆกับสัตว์ป่า และขอให้เฝ้าดูสัตว์ป่าในระยะปลอดภัย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1351" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe3.jpg" alt="" width="958" height="405" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe3.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe3-300x127.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe3-768x325.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ต้นแบบอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลกอย่าง อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) ในสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้รักษาระยะดูสัตว์ป่าอย่างปลอดภัยและเป็นมิตรกับสัตว์ป่าไว้ เช่น แนะนำการดูควายไบซัน (Bison, Bison bison) และกวางเอลก์ (Elk, Cervus Canadensis) ควรรักษาระยะห่างไว้ มากกว่า 20 เมตรขึ้นไป และเมื่อพบกับหมีกริซลี่ (Grizzly bears, Ursus arctos ssp.) หรือหมาป่า (Wolf, Canis lupus) ก็ให้รักษาระยะที่ 91 เมตรไว้เสมอ เพื่อความปลอดภัย</p>
<p>ส่วนในช้างป่า ตามประสบการณ์ผู้เขียนคิดว่าอย่างไรเราก็ไม่ควรวางใจเดินเข้าไปใกล้ ต่ำกว่าระยะ 100 เมตร ถ้าใกล้กว่านั้นมักจะเป็นบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ที่ยอมรับความเสี่ยง เพื่อเข้าไปศึกษาวิจัยพฤติกรรมช้าง หรือเข้าไปผลักดันบังคับช้างในกรณีที่ช้างป่ามารบกวนพืชผลของชาวบ้าน ซึ่งการเข้าใกล้สัตว์ป่าในระยะประชิดแบบนี้ นักวิจัยแต่ละปัจเจกบุคคล ก็ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนหรือแรมปีและใช้เทคนิคด้านพฤติกรรมสัตว์สร้างความคุ้นเคย (Habituate) กว่าจะเข้าใกล้สัตว์ป่าได้ อย่างเช่นที่ เจน กูดดอล (Jane Goodall) นักชีววิทยา ทำความคุ้นเคยกับฝูงลิงชิมแปนซี ในอุทยานยานแห่งชาติลำธารกอมเบ (Gombe Stream National Park) ประเทศแทนซาเนีย จนสามารถเข้าอยู่ร่วมในฝูงและศึกษาพฤติกรรมได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มนักวิจัยก็สรุปว่าต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป บางกลุ่มอาจใช้เวลามากกว่า 5-6 ปี กว่าจะสร้างความคุ้นเคยและยอมรับจากฝูงชิมแปนซี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1352" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe4.jpg" alt="" width="958" height="719" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe4.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe4-300x225.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/safe4-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>การเข้าไปท่องเที่ยวในบ้านสัตว์ป่า นอกจากเคารพกฎของพื้นที่แล้ว น่าจะต้องทำความเข้าใจสัตว์ป่าที่เราเข้าไปดูด้วยครับ พยายามรักษาระยะไว้ เพื่อให้สัตว์ป่ายังคงพฤติกรรมตามธรรมชาติ</p>
<p>สุดท้ายนี้ ถ้าเข้าไปดูสัตว์ป่า ก็ขออะไรไม่มากครับ เพื่อลดผลกระทบจากการเข้าไปแวะเยี่ยมบ้านสัตว์ป่า ตาม “ปฏิบัติการ 4 ม.+1” ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และภาคีเครือข่าย ซึ่งก็ปรับใช้ได้ในแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่</p>
<p>“ไม่ทิ้งขยะ ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า ไม่ขับรถเร็ว ไม่ส่งเสียงดัง และไม่นำสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาปล่อย”</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>Jane Goodall Institute. Habituating Wild Chimpazee. http://www.janegoodall.org.uk/ chimpan zees/chimpanzee-central/15-chimpanzees/chimpanzee-central/25-habituating-wild-chimps. (Accessed September 21, 2017).</p>
<p>National Park Service. 2017. Wildlife Viewing and Safety Tips. https://www.nps.gov/grca/ learn/nature/wildlife_alert.htm. (Accessed September 21, 2017).</p>
<p>NOAA Fisheries. 2017. “Selfie” culture puts marine wildlife at risk .http://www.westcoast .fisheries.noaa.g ov/ stories/ 2016/26_09262016_selfies_w_seals.html. . (Accessed September 21, 2017).</p>
<p>Samia, D.S.M., Nakagawa, S., Nomura, F., Rangel, T.F., and Blumstein, D.T. 2015. Increased tolerance to humans among disturbed wildlife. Nature Communications 6:8877.</p>
<p><strong>ที่มาภาพ</strong></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/intanon.supply" target="_blank" rel="noopener">Kamron Petprayoon  ,</a>National Park Service: <a href="https://www.nps.gov" target="_blank" rel="noopener">https://www.nps.gov ,</a>The Jane Goodall Institute: <a href="http://www.janegoodall.org" target="_blank" rel="noopener">http://www.janegoodall.org </a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โป่งคืออะไร ?</title>
		<link>https://baimai.org/planet/what-is-saltlick/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Bhichet]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 10 Sep 2017 14:12:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[โป่งดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โป่งเทียม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=851</guid>

					<description><![CDATA[บทความโดย : ดร. พิเชฐ นุ่นโต โป่ง (Mineral lick/salt lick) คือ บริเวณหรือพื้นที่เฉพาะที่มีการสะสมของแร่ธาตุ จากกระบวนการกัดเซาะ ชะล้างแร่ธาตุรวมกันในดินหรือน้ำ ซึ่งส่งผลให้เกิดโป่งธรรมชาติ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ โป่งดินและโป่งน้ำ โป่งดินมักพบกระจายบริเวณที่ราบและตลิ่งริมลำธาร ส่วนโป่งน้ำพบตามบริเวณน้ำที่ไหลผ่านหินปูนหรือน้ำใต้ดินโดยมีน้ำแช่ขังอยู่บนผิวดิน และบางแห่งเป็นน้ำพุจากใต้ดิน สัตว์ป่าหลายชนิดทั้งนกและสัตว์เลี้ยงลูกนมเข้ามาใช้ประโยชน์ ด้วยการกินก้อนดินหรือน้ำจากโป่งโดยตรง สัตว์ป่าที่เข้ามาใช้โป่ง เช่น ช้างป่า หมูป่า เก้ง กวาง เลียงผา กระทิง วัวแดง สมเสร็จ ลิง ค่าง ค้างคาว นกบางชนิด เช่น นกเขาเปล้า เป็นต้น โป่งธรรมชาติอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก (Major element) ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต้องการ เช่น โซเดียม (Na) แคลเซียม (Ca) โพแทสเซียม(K) แมกนีเซียม (Mg) ฟอสฟอรัส (P) และธาตุอาหารรอง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย : ดร. พิเชฐ นุ่นโต</strong></p>
<p>โป่ง (Mineral lick/salt lick) คือ บริเวณหรือพื้นที่เฉพาะที่มีการสะสมของแร่ธาตุ จากกระบวนการกัดเซาะ ชะล้างแร่ธาตุรวมกันในดินหรือน้ำ ซึ่งส่งผลให้เกิดโป่งธรรมชาติ 2 ประเภทหลัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-852" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-1.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-1.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-1-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-1-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ได้แก่ โป่งดินและโป่งน้ำ โป่งดินมักพบกระจายบริเวณที่ราบและตลิ่งริมลำธาร ส่วนโป่งน้ำพบตามบริเวณน้ำที่ไหลผ่านหินปูนหรือน้ำใต้ดินโดยมีน้ำแช่ขังอยู่บนผิวดิน และบางแห่งเป็นน้ำพุจากใต้ดิน สัตว์ป่าหลายชนิดทั้งนกและสัตว์เลี้ยงลูกนมเข้ามาใช้ประโยชน์ ด้วยการกินก้อนดินหรือน้ำจากโป่งโดยตรง สัตว์ป่าที่เข้ามาใช้โป่ง เช่น ช้างป่า หมูป่า เก้ง กวาง เลียงผา กระทิง วัวแดง สมเสร็จ ลิง ค่าง ค้างคาว นกบางชนิด เช่น นกเขาเปล้า เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-853" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-2.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-2.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-2-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-2-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-854" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-3.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-3.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-3-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-3-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>โป่งธรรมชาติอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก (Major element) ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต้องการ เช่น โซเดียม (Na) แคลเซียม (Ca) โพแทสเซียม(K) แมกนีเซียม (Mg) ฟอสฟอรัส (P) และธาตุอาหารรอง (Minor element/ trace element) อย่างเช่น เหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) ซีลีเนียม (Se) โคบอลต์ (Co) และไอโอดีน (I) ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อกระบวนการเจริญเติบโต รักษาสมดุลเมตาโบลึซึม (metabolism) สร้างเสริมเนื้อเยื่อกระดูกและระบบสืบพันธุ์ รวมถึงช่วยผลิตน้ำนม ฯลฯ</p>
<p>แร่ธาตุที่พบในโป่งมีความแปรผันค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดแร่ธาตุจากหิน ดิน น้ำ และประเภทป่าในบริเวณนั้น จึงทำให้สัดส่วนแร่ธาตุในโป่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาองค์ประกอบแร่ธาตุในโป่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โซเดียมและแคลเซียมอยู่ในสัดส่วนประมาณ 2:1 (1650 ppm: 2900 ppm) ขณะที่โป่งธรรมชาติแถบเอเชียในบอร์เนียว และโป่งในแอฟริกามีความแปรผันของปริมาณเช่นกัน โดยสัดส่วนโซเดียมต่อแคลเซียมอยู่ที่ประมาณ 1:1 ไปจนถึง 4:1 แต่ชนิดดินที่พบของโป่งธรรรมชาติมักมีแร่ดินเหนียว (clay minerals) ในกลุ่มเคลิไนต์ (Kalinite) และกลุ่มอิลไลต์ (Illite) อยู่ในปริมาณสูง ดังนั้นเมื่อพิจารณาธาตุองค์ประกอบหลักในโป่งธรรมชาติ และหลักฐานความต้องการธาตุอาหารในสัตว์ป่า โซเดียมและแคลเซียมถือเป็นแร่ธาตุหลัก ตามมาด้วยธาตุอาหารรอง และมีแร่ดินเหนียวเป็นองค์ประกอบสำคัญ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-855" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-4.jpg" alt="" width="958" height="1437" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-4.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-4-200x300.jpg 200w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-4-683x1024.jpg 683w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-4-768x1152.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>ความสำคัญของโป่งต่อสัตว์ป่า</strong><strong>  </strong></p>
<p>ความสำคัญของโป่งธรรมชาติต่อสัตว์ป่ามีสมมติฐานอยู่หลายแนวทาง เนื่องจากสัตว์ป่าแต่ละชนิดมีรูปแบบพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากโป่งที่แตกต่างกันไป แต่สมมติฐานที่มีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมาก ได้แก่</p>
<p>1.โป่งเป็นแหล่งแร่ธาตุเสริมให้แก่สัตว์ป่า เนื่องจากแร่ธาตุจากพืชและน้ำในระบบนิเวศบางแห่งอาจมีไม่เพียงพอ หรือมีปริมาณต่ำในบางฤดูกาล โดยเฉพาะโซเดียมที่มีปริมาณต่ำในพืชอาหารธรรมชาติ (low dietary-Na<sup>+</sup> ) เราจึงพบเห็นช้างป่า เก้ง กวาง ซึ่งเป็นสัตว์กินพืช (Herbivore)  เลียกินดินโป่งหรือขุดกินดินโป่ง เพื่อชดเชยแร่ธาตุที่ขาด หรือเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับร่างกาย</p>
<p>2.ดินโป่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารมีความสมดุล เนื้อดินที่สัตว์กินพืช กินเข้าไปจากโป่งในกลุ่มแร่ดินเหนียว (Clay minerals) ช่วยให้ลำไส้ของสัตว์ย่อยอาหารได้ดีขึ้น ลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และขจัดสารพิษจากพืชที่กินเข้าไป (detoxification) เช่น แทนนิน (Tannins) อัลคาลอยด์ (Alkaloids) และออกซ์ซาเลท (Oxalates)</p>
<p>3.โป่งเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์กินพืช เช่น เก้ง กวาง กระทิง และสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น หมูป่า และลิง ซึ่งเป็นเหยื่อของผู้ล่า อย่างเช่น เสือโคร่ง เสือดาว และหมาไน ดังนั้นโป่งจึงเป็นแหล่งที่มีเหยื่อชุกชุม ซึ่งผู้ล่าภายในป่าใช้เป็นแหล่งดักซุ่มเพื่อล่ากินเป็นอาหาร หรือนัยนึงเป็นที่แหล่งที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของชุมชนสัตว์ป่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-856" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-5.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-5.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-5-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-5-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจัดทำโป่งเทียม</strong><strong>?</strong></p>
<p>ด้วยองค์ความรู้ ณ ปัจจุบัน การตัดสินใจฟันธงว่าพื้นที่ใดจำเป็นต้องจัดทำโป่งเทียมนั้นเป็นการยาก ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่นั้น เช่น การจัดทำโป่งเทียมดึงดูดสัตว์ป่าเพื่อเพิ่มคุณค่าด้านการศึกษาและอนุรักษ์สัตว์ป่า การทำโป่งเทียมดึงดูดสัตว์ป่าที่บาดเจ็บเพื่อทำการควบคุมรักษา การจัดทำโป่งร่วมกับแปลงพืชอาหารเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ร่างกาย และเพิ่มโอกาสความสมบูรณ์พันธุ์ให้กับสัตว์ป่าที่ปล่อยคืนถิ่นในระยะแรก การจัดทำโป่งเทียมการเสริมแหล่งอาหารและเพิ่มโอกาสให้สัตว์ป่าได้ใช้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของร่างกาย เช่นเดียวกับการจัดการทุ่งหญ้าที่ใช้ไฟเผาให้หญ้าระบัด เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารให้สัตว์กินพืช ทั้งสองแนวทางถ้าจัดการไม่เหมาะสมก็จะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-857" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-6.jpg" alt="" width="958" height="640" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-6.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-6-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-6-768x513.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ดังนั้นการจัดทำโป่งเทียมเป็นวิธีการเสริมแหล่งอาหารที่สามารถทำได้ แต่ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีระดับการจัดการที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ สำหรับการทำโป่งเทียมของประชาชนที่มีจิตใจอนุรักษ์ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อเสริมแหล่งอาหารและส่งเสริมจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แก่เยาวชนและประชาชน ซึ่งการจัดทำโป่งเทียมในกรณีนี้สิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อจัดทำโป่งเทียม ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>พื้นที่</em> ควรจำกัดปริมาณและพื้นที่ที่จัดทำให้ไม่อยู่ติดชิดขอบป่า หรืออยู่ลึกเข้าไปในถิ่นอาศัยของสัตว์ป่ามากเกินไป เพราะโป่งสามารถเพิ่มโอกาสกระจายโรคระบาดจากการที่โป่งเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า</li>
<li><em>ช่วงเวลา </em>สัตว์ป่ามักเข้าใช้โป่งช่วงหน้าแล้ง และหากเราจัดทำโป่งช่วงหน้าแล้ง อายุการใช้งานจะนานกว่าช่วงหน้าฝน และไม่ควรเสริมโป่งเทียมบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะเป็นการรบกวนสัตว์ป่า โป่งเทียมในขนาดที่เหมาะสมตามวิธีการที่นำเสนอ มีอายุการใช้งานราว 4-5 เดือน</li>
<li><em>ขนาดและปริมาณ </em>ไม่ควรจัดทำโป่งเทียมเป็นจำนวนมาก หรือกินบริเวณกว้าง ควรกระจายเป็นหย่อมเล็กๆ เพื่อลดผลความเสี่ยงจากความเข้มข้นเกลือที่อาจไหลมาสะสมรวมกัน เพราะเกลือเข้มข้นสูงมีผลกระทบต่อพืช และสัตว์โดยเฉพาะสัตว์สะเทินบกสะเทินน้ำที่มีความอ่อนไหวต่อความเข้มข้นของเกลือ</li>
<li><em>ผู้คน </em>ข้อดีประการหนึ่งของโป่งคือช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นโอกาสดีในการให้ความรู้เรื่องธรรมชาติและการอนุรักษ์สัตว์ป่า ดังนั้นหากการจัดทำโป่งเทียมสามารถส่งเสริมคุณค่าส่วนนี้เข้าไปได้ ก็น่าจะทำให้ประโยชน์ของการจัดทำโป่งเทียมมีผลบวกต่องานอนุรักษ์สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>ข้อแนะนำก่อนการจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p>1.หากเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ต้องติดต่อขออนุญาต หรือทำหนังสือขออนุญาตกับเจ้าของพื้นที่ก่อน</p>
<p>2.พื้นที่ทำโป่ง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถดูแลความปลอดภัยของสัตว์ป่าจากการล่าและรบกวนของมนุษย์ได้โดยมากจะเป็นพื้นที่อยู่ไม่ห่างไกลจากหน่วยพิทักษ์ป่าของเขตอนุรักษ์</p>
<p>3.หากเป็นพื้นที่ป่าติดกับชุมชนขอบป่า ควรได้รับความเห็นชอบและยินยอมจากชุมชนก่อนการทำโป่ง เนื่องจากโป่งสามารถดึงดูดสัตว์ป่าที่มีศักยภาพเข้ามาทำลายหรือกินพืชผลของชุมชนได้ เช่น ช้างป่า หมูป่า และกระทิง</p>
<p>4.ควรเป็นพื้นที่ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงของชุมชน เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่า และควรอยู่ห่างจากถนนและบ้านเรือนของชุมชนให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งคนและสัตว์ป่า</p>
<p>5.เรียนรู้แนวทางการทำโป่งเทียมตามหลักวิชาการที่มีการศึกษาและทดลองมาแล้ว จากเจ้าหน้าที่วิชาการป่าไม้ของรัฐ หรือนักวิชาการด้านนิเวศวิทยาและสัตว์ป่าใกล้กับพื้นที่ของท่าน ซึ่งจะได้กล่าวโดยสังเขปต่อไป</p>
<p><strong>แนวทางและขั้นตอนการจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p>แนวทางการจัดทำโป่งมีหลากหลายแนวทางที่ใช้จัดทำ สามารถดูได้ในแนวทางการจัดทำโป่งของ บุษบง กาญจนสาขา (2552) แต่วิธีการจัดทำโป่งในเอกสารนี้ ใช้พื้นฐานงานวิจัยโป่งเพื่อช้างป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิและอุทยานแห่งชาติไทรโยค (Noonto, 2016) โดยมีอัตราการเข้ามาใช้โป่งของช้างป่ามากกว่า 50% และโป่งมีสัตว์เข้ามาใช้สม่ำเสมอตลอดช่วง 4-5 เดือน ซึ่งคำนึงถึงหลักสำคัญในการจัดทำโป่งเทียม คือ <em>ปลอดภัยต่อสัตว์ป่า โป่งมีองค์ประกอบและลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติ</em> <em>ระมัดระวังผลกระทบต่อระบบนิเวศ</em> และ <em>ได้รับความเห็นชอบจากชุมชน</em></p>
<p><strong>การเลือกพื้นที่สำหรับจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p>1.ดังที่ได้กล่าวตามข้อแนะนำก่อนจัดทำโป่งเทียม พื้นที่นั้นควรได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือชุมชนว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถดูแลเรื่องความปลอดภัยได้ และไม่อยู่ติดกับชุมชนมากเกินไป</p>
<p>2.เลือกพื้นที่เป็นเนินสูงห่างจากพื้นที่น้ำหลาก แต่ควรตั้งอยู่ใกล้กับลำห้วย เป็นพื้นดินราบเรียบ หากเป็นพื้นที่ลาดชันเกลือจะถูกกัดเซาะออกไปได้ง่าย หลีกเลี่ยงทำใกล้แหล่งน้ำนิ่งหรือพื้นที่ชุมน้ำเพราะความเข้มข้นเกลือจะส่งผลต่อสัตว์น้ำได้หากละลายลงแหล่งน้ำ</p>
<p>3.เลือกบริเวณที่มีสภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนดินเหนียว ถ้าเป็นดินทรายริมน้ำอาจกักเก็บเกลือไว้ไม่อยู่ หรือถ้ามีสัดส่วนดินเหนียวมากเกินไป เกลืออาจซึมออกมาได้น้อย</p>
<p>4.อยู่ไม่ห่างจากด่านสัตว์ หรือพื้นที่ที่มีพืชอาหารของสัตว์ป่า</p>
<p>5.หากทำโป่งเทียมใกล้กับโป่งธรรมชาติที่สัตว์ป่ายังใช้ประโยชน์ ควรเว้นระยะห่างไว้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่เป็นการรบกวน และคงสภาพโป่งให้มีความเข้มข้นตามธรรมชาติ ยกเว้นโป่งธรรมชาติที่สัตว์ป่าทิ้งร้างไม่ได้ใช้มานาน เราสามารถเสริมโป่งเทียมในบริเวณดังกล่าวได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-858" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-7.jpg" alt="" width="958" height="736" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-7.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-7-300x230.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/12-7-768x590.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>อุปกรณ์การจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p>1.จอบขุดดิน</p>
<p>-หลีกเลี่ยงจอบที่ใช้ในพื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์ ควรทำความสะอาด ตากแดดก่อนนำมาใช้</p>
<p>2.เกลือแกง (Sodium Chloride: NaCl) เกรดบริโภค</p>
<p>-ควรใช้ประเภทเกลือแกงประเภทที่ใช้ประกอบอาหาร  ได้แก่ เกลือสมุทรป่น หากเป็นเกลือสมุทรเม็ดจะดึงดูดสัตว์ป่าได้น้อยกว่า อาจเนื่องด้วยเรื่องของรสชาติและระดับความเค็ม</p>
<p>-เกลือสมุทรตามธรรมชาติมีความหลากหลายของแร่ธาตุมากกว่าเกลือสินเธาว์ โดยเกลือสมุทรมีทั้งธาตุอาหารหลัก คือ โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุอาหารรอง เช่น ทองแดง ไอโอดีน และสังกะสี เป็นต้น</p>
<p>-หากหาซื้อเกลือแกงจำนวนมากไม่ได้  สามารถใช้ก้อนเกลือแร่ปศุสัตว์ที่มีส่วนประกอบของเกลือแกงมากกว่า 30% ของน้ำหนักขึ้นไป หลีกเลี่ยงก้อนเกลือแร่ที่ผสมกากน้ำตาล (Molasses) ในปริมาณสูงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการทำให้สัตว์ป่าฟันผุ เลือกซื้อก้อนเกลือแร่ตามร้านที่มีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือสัตวแพทย์ประจำเพื่อให้ได้ก้อนเกลือแร่ที่มีคุณภาพ</p>
<p>3.เกลือไดแคลเซียมฟอตเฟต (Dicalcium Phosphate: CaHPO<sub>4</sub>) เกรดอาหารสัตว์</p>
<p>-เลือกชนิดที่<em>ไม่มีกระดูกสัตว์ป่น</em>เป็นองค์ประกอบ เนื่องจากบางพื้นที่มีการทดลองผสมกระดูกสัตว์ป่นแล้วสัตว์ป่าไม่เข้ามาใช้ หรือเข้ามาใช้น้อย และเพื่อลดความเสี่ยงโรคที่อาจติดมากับกระดูกสัตว์ป่น</p>
<p>-หรือ<em>ใช้ อาหารเสริมแร่ธาตุ</em> ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมมากกว่า 20% (ต่อน้ำหนักขึ้นไป) และมีธาตุอาหารรองอื่นๆผสม</p>
<p>4.ถังน้ำ หรือ บัวรดน้ำ</p>
<p><strong>ส่วนผสมจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p><strong>สูตรที่ 1</strong>: เกลือแกง 20 กิโลกรัม: ไดแคลเซียมฟอตเฟต 10 กิโลกรัม</p>
<p><strong>สูตรที่ 2</strong>: เกลือแกง 40 กิโลกรัม: ไดแคลเซียมฟอตเฟต 20 กิโลกรัม</p>
<p><strong>ดิน</strong>: ที่ปริมาตร กว้าง 2 x ยาว 3 x ลึก 0.5 เมตร เท่ากับ 3 ลูกบาศก์เมตร หรือ 3 คิว</p>
<p>ใช้ได้ทั้งสองอัตราส่วนที่เคยทดลอง โดยปริมาณความเข้มข้นของโซเดียมต่อแคลเซียม ใกล้เคียงกับสัดส่วนและความเข้มข้นในโป่งธรรมชาติที่ประมาณโซเดียมต่อแคลเซียม 2:1 และความเข้มข้นของแร่ธาตุทั้งสองอยู่ในช่วงประมาณ 1-10 mg/kg ของน้ำหนักดิน ซึ่งเป็นปริมาณที่พบความเข้มข้นแปรผันในโป่งแต่ละพื้นที่ หากใช้เกลือมากกว่านี้ต้องเพิ่มปริมาณดินเพื่อควบคุมความเข้มข้นให้ไม่เกินช่วงที่กำหนด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขั้นตอนการจัดทำโป่งเทียม</strong></p>
<p>1.ขุดเปิดหน้าดินให้โป่งมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และลึก 50 เซนติเมตรโดยประมาณ นำดินกองไว้ด้านข้างหลุม และปรับพื้นหลุมให้เรียบ</p>
<p>2.นำเกลือแกงเทลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วนำดินที่กองไว้ด้านข้างส่วนหนึ่งคลุกผสมลงไป หากเป็นก้อนเกลือแร่ให้ทุบกอ้นเกลือแร่ให้ละเอียด เพื่อให้สัตว์ป่ากินได้สะดวกขึ้น</p>
<p>3.นำเกลือไดแคลเซียมฟอตเฟตเทลงไปทั้งหมด แล้วนำดินด้านข้างคลุกผสมเป็นชั้นที่ 2</p>
<p>4.จากนั้นนำเกลือที่เหลืออีกครึ่งเทลงไป นำดินด้านข้างอีกเล็กน้อยคลุกผสม</p>
<p>5.นำดินที่เหลือทั้งหมดกลบเคล้าคลุกผสมให้ทั่วทั้งโป่ง เกลี่ยดินบางจากด้านข้างอีกเล็กน้อยเป็นชั้นบางๆ</p>
<p>6.ตักน้ำในบริเวณใกล้เคียง ราดรดลงไปให้ทั่วโป่งพอชุ่มเพื่อให้โป่งอ่อนตัว และช่วยให้กลิ่นของเกลือกระจายออกไปดึงดูดสัตว์ป่า หากไม่สามารถหาน้ำได้ เพียงเกลี่ยหน้าดินให้ร่วนซุย ไม่ควรเหยียบโป่งจนแน่นเกินไป</p>
<p><strong>ข้อสังเกตบางประการ</strong></p>
<p>1.การกองเกลือจำนวนมากไว้ที่พื้นที่พื้นดิน ไม่ใช่แนวทางการจัดทำโป่งเทียมที่สอดคล้องกับธรรมชาติการกินดินโป่งของสัตว์ป่า และอาจทำให้โป่งเดิมที่สัตว์ป่าเคยใช้ถูกรบกวนจากความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น เกลือความเข้มข้นสูงจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งต้นไม้บริเวณรอบๆ และหากเกลือจำนวนมากละลายไหลลงน้ำจะส่งผลกระทบต่ออัตราการอยู่รอดของสัตว์ในกลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก</p>
<p>2.การเข้ามาใช้โป่งของสัตว์ป่าอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับโป่งเพียงปัจจัยเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของพื้นที่ และสัดส่วนของแร่ธาตุตามธรรมชาติโดยเฉพาะในพืชอาหารและน้ำ เช่นกรณีที่สัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง พบว่าโป่งธรรมชาติมีสัตว์ป่าเข้ามาใช้น้อยกว่าโป่งของในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง</p>
<p>3.ควรมีการตรวจสอบการใช้โป่งเทียมของสัตว์ป่าหลังการจัดทำ เพื่อตรวจสอบการรบกวน อัตราความถี่การเข้าประโยชน์ของสัตว์ป่า เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนจัดการและพัฒนาการจัดทำโป่งเทียมต่อไป</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>บุษบง กาญจนสาขา. 2552. <em>แนวทางการจัดทำโป่งเทียม</em>. หน้า 176-182 ใน ผลงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้างานวิจัยประจำปี 2552. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอยุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.</p>
<p>อนุชยา ทรัพย์มี. 2529. <em>การใช้ประโยชน์โป่งธรรมชาติและโป่งเทียมของสัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ</em>. วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.</p>
<p>Ayotte, J. B., Parker, K. L., Arocena, J., and Gillingham, M. P. 2006. Chemical composition of lick soils: Functions of soil ingestion by four ungulate species. <em>Journal of Mammalogy</em>. 87(5):878–888.</p>
<p>Bhumpakphan, N. 1997. <em>Ecological characteristics and habitat utilization of gaur (Bos gaurus H.Smith, 1827) in different climative sites</em>. Ph.D.Thesis. Kasetsart University.</p>
<p>Holdø, R. M., Dudley, J. P., and McDowell, L. R. 2002. Geophagy in the African elephant in relation to availability of dietary sodium. <em>Journal of Mammalogy</em>. 83(3), 652–664. doi:10.1644/1545-1542.</p>
<p>Houston, D. C., Gilardi, J. D. and Hall, A. J. 2001. Soil consumption by elephants may help to minimize the toxic effects of plant secondary compounds in forest browse. <em>Mammal Review</em>. 31: 249–254.</p>
<p>Karraker, N. E., Gibbs, J., and  Vonesh, J. 2008. Impact of road de-icing salt on demography of  vernal pool-breeding amphibian. <em>Ecological Applications</em>. 18(3), 724-734.</p>
<p>Klaus, G., Klaus-Hügi, C., and Schmid, B. 1998. Geophagy by large mammals at natural licks in the rain forest of the Dzanga National Park, Central African Republic. <em>Journal of Tropical Ecology</em>. 14, 829–839. doi:10.1017/S0266467498000595.</p>
<p>Molina, E., Leon, T. E. and Armenteras, D. 2014. Characteristics of natural salt licks located in the Columbian Amazon foothills. <em>Environmental Geochemistry and Health</em>. 36:117-129.</p>
<p>Noonto, B. 2016. Sustainable <em>Management of Human-Elephant Conflict (HEC) Concerning with Elephant and Human Behaviors in Thong Pha Phum and Sai Yok National Parks, Kanchanaburi, Thailand</em>. Ph.D. Thesis. Faculty of Graduate Study, Mahidol University, Bangkok.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยู่ร่วมกับพี่จระเข้ได้มั้ย บทเรียนจากฟลอริดาถึงไทย</title>
		<link>https://baimai.org/planet/how-to-live-with-crocodile/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 03 Sep 2017 14:06:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=842</guid>

					<description><![CDATA[บทความโดย : พิเชฐ นุ่นโต เห็นกระแสข่าวจระเข้ว่ายน้ำในทะเลแล้ว หลายๆท่านตอบสนองด้วยความกลัว และให้ลงมือจับจระเข้ตัวนั้นออกไปจากแหล่งท่องเที่ยว ในแง่หนึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่รวดเร็วดีครับ แต่อีกแง่หนึ่งการย้ายสัตว์ป่าออกจากแหล่งอาศัยธรรมชาติ (ในกรณีเป็นสัตว์ป่านะครับ) ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะระยะสั้นเท่านั้น ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว เช่นการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกับสัตว์ป่าในธรรมชาตินั้น มีการพูดถึงประเด็นนี้กันน้อยมาก และมองว่าเป็นไปไม่ได้ นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์หลายท่านได้ทำการวิจัยถึงภาวะความกลัวต่อสัตว์ป่าผู้ล่าขนาดใหญ่ในคนเรา พบว่าหากเราไม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ชนิดนั้น เราจะมีภาวะรับรู้ความเสี่ยงที่สูงมาก (Perception of risk) หรือเป็นความกลัว ที่อาจจะเรียกได้ว่าสูงมากเกินไป มีความอดทนอดกลั้น (Tolerance) ต่ำที่จะอยู่ร่วมกับสัตว์ชนิดนั้น งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัยจอร์เจียพบว่า กลุ่มคนที่ได้รับข้อมูลความรู้พฤติกรรมของของแอลลิเกเตอร์ (Alligator สัตว์กลุ่มเดียวกับจระเข้แต่อยู่คนละวงศ์) ผ่านการให้ความรู้ในห้องเรียน หรือออกสำรวจแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของแอลลิเกเตอร์ มีทัศนคติและความเชื่อเชิงบวกที่จะอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ได้ ต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับความรู้พฤติกรรมของแอลลิเกเตอร์ที่ถูกต้องจากห้องเรียน หรือไม่ได้ไปสำรวจแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ผู้คนในกลุ่มนี้มีแนวโน้มทัศนคติและความเชื่อเรื่องการอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ว่ามีความเป็นไปได้น้อยกว่า และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับความรู้และสำรวจแหล่งอาศัยอย่างมีนัยสำคัญ กรณีรูปธรรมที่ชัดเจนเรื่องความสำคัญของความรู้และการสัมผัสกับสัตว์ป่าตามธรรมชาติ นำไปสู่การอยู่ร่วมกับสัตว์ในกลุ่มจระเข้ เราเห็นได้จากชาวเมืองฟลอริดา (Florida) ที่อยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์มานานหลายทศวรรษ อเมริกาในรัฐฟลอริดามีแอลลิเกเตอร์ American alligator (Alligator mississipiensis) มากกว่า 1.3 ล้านตัว หรือคิดเป็นประชากรแอลลิเกเตอร์ 1 ตัว ต่อชาวฟลอริดา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทความโดย : พิเชฐ นุ่นโต</strong></p>
<p>เห็นกระแสข่าวจระเข้ว่ายน้ำในทะเลแล้ว หลายๆท่านตอบสนองด้วยความกลัว และให้ลงมือจับจระเข้ตัวนั้นออกไปจากแหล่งท่องเที่ยว ในแง่หนึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่รวดเร็วดีครับ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-843" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-1.jpeg" alt="" width="1280" height="720" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-1.jpeg 1280w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-1-300x169.jpeg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-1-1024x576.jpeg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-1-768x432.jpeg 768w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>แต่อีกแง่หนึ่งการย้ายสัตว์ป่าออกจากแหล่งอาศัยธรรมชาติ (ในกรณีเป็นสัตว์ป่านะครับ) ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะระยะสั้นเท่านั้น ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว เช่นการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกับสัตว์ป่าในธรรมชาตินั้น มีการพูดถึงประเด็นนี้กันน้อยมาก และมองว่าเป็นไปไม่ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-844" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-2.jpg" alt="" width="768" height="431" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-2.jpg 768w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-2-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p>นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์หลายท่านได้ทำการวิจัยถึงภาวะความกลัวต่อสัตว์ป่าผู้ล่าขนาดใหญ่ในคนเรา พบว่าหากเราไม่ได้รับการสื่อสารข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ชนิดนั้น เราจะมีภาวะรับรู้ความเสี่ยงที่สูงมาก (Perception of risk) หรือเป็นความกลัว ที่อาจจะเรียกได้ว่าสูงมากเกินไป มีความอดทนอดกลั้น (Tolerance) ต่ำที่จะอยู่ร่วมกับสัตว์ชนิดนั้น</p>
<p>งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัยจอร์เจียพบว่า กลุ่มคนที่ได้รับข้อมูลความรู้พฤติกรรมของของแอลลิเกเตอร์ (Alligator สัตว์กลุ่มเดียวกับจระเข้แต่อยู่คนละวงศ์) ผ่านการให้ความรู้ในห้องเรียน หรือออกสำรวจแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของแอลลิเกเตอร์ มีทัศนคติและความเชื่อเชิงบวกที่จะอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ได้ ต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับความรู้พฤติกรรมของแอลลิเกเตอร์ที่ถูกต้องจากห้องเรียน หรือไม่ได้ไปสำรวจแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ผู้คนในกลุ่มนี้มีแนวโน้มทัศนคติและความเชื่อเรื่องการอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ว่ามีความเป็นไปได้น้อยกว่า และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับความรู้และสำรวจแหล่งอาศัยอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>กรณีรูปธรรมที่ชัดเจนเรื่องความสำคัญของความรู้และการสัมผัสกับสัตว์ป่าตามธรรมชาติ นำไปสู่การอยู่ร่วมกับสัตว์ในกลุ่มจระเข้ เราเห็นได้จากชาวเมืองฟลอริดา (Florida) ที่อยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์มานานหลายทศวรรษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-845" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-3.jpg" alt="" width="768" height="431" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-3.jpg 768w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-3-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p>อเมริกาในรัฐฟลอริดามีแอลลิเกเตอร์ American alligator (<em>Alligator mississipiensis</em>) มากกว่า 1.3 ล้านตัว หรือคิดเป็นประชากรแอลลิเกเตอร์ 1 ตัว ต่อชาวฟลอริดา 15 คน ชาวเมืองอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ได้โดยมีกฎหมายคุ้มครอง (ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากรัฐในการล่า)</p>
<p>มีการให้ความรู้ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ว่าจะอยู่กับแอลลิเกเตอร์อย่างไรให้ปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในเวลาเช้าตรู่และตอนเย็น เพราะแอลลิเกเตอร์หากินในช่วงนั้น ไม่ปล่อยเด็กเล่นน้ำโดยลำพัง ไม่เล่นน้ำในพื้นที่ที่ทางการไม่อนุญาต ไม่ไห้อาหารแอลลิเกเตอร์อย่างเด็ดขาด ถ้าให้อาหารถือว่าผิดกฎหมายรัฐ และแอลลิเกเตอร์ตัวนั้นก็จะถูกจับออกจากพื้นที่ทันที ทำไมหรือครับ เพราะการให้อาหารแอลลิเกเตอร์ เขาจะเกิดการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข เมื่อมีมนุษย์ ก็มีอาหาร ซึ่งจะทำให้แอลลิเกเตอร์ไม่กลัวคน และเข้าหาเมื่อคนเดินผ่านแหล่งอาศัย</p>
<p>กรณีนี้คล้ายกับการให้อาหารลิงที่เขาใหญ่ หรือการให้อาหารช้างป่าที่ออกมากินพืชไร่ ที่เขาเรียนรู้ว่า เมื่อมีคนมา ย่อมมีอาหาร แต่สัตว์ป่าไม่ได้เชื่องตามการให้อาหารแต่อย่างใด การให้อาหารสัตว์ป่าหรือแอลลิเกเตอร์ จึงอันตรายต่อทั้งคนให้อาหารและผู้อื่นที่สัญจรผ่านไปมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-846" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-4.jpg" alt="" width="958" height="715" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-4.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-4-300x224.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-4-768x573.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ดังนั้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนผ่านสื่อต่างๆทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความรู้เรื่องพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของแอลลิเกเตอร์ จึงช่วยให้ประชาชนชาวฟลอริดาอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์มาได้อย่างยาวนาน แต่หากกรณีแอลลิเกเตอร์เข้ามาในบริเวณบ้าน และมีพฤติกรรมคุกคามต่อสัตว์เลี้ยงหรือเด็ก ชาวเมืองสามารถโทรสายด่วน ให้เจ้าหน้าที่เขาเข้ามาประเมินว่าเป็นอันตรายจริงๆหรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ว่าเป็นอันตรายและมีพฤติกรรมคุกคาม เจ้าหน้าที่จะทำการกำจัดแอลลิเกเตอร์นั้นทันที ไม่ปล่อยกลับเข้าอาณาเขตของแอลลิเกเตอร์ตัวอื่น ซึ่งเป็นมาตรการของทางรัฐที่อยู่บนฐานนิเวศวิทยาประชากรและพฤติกรรม เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ประชากรแอลลิเกเตอร์อย่างยั่งยืน และคงความปลอดภัยให้ชาวเมืองฟลอริดา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-847" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-5.jpg" alt="" width="958" height="746" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-5.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-5-300x234.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-5-768x598.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ถามว่าแล้วมีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากแอลลิเกเตอร์หรือไม่ ตอบว่ามีครับ ที่ผ่านมาตั้งแต่ ค.ศ.1948-2016 ทางคณะกรรมการอนุรักษ์สัตว์ป่าและประมง รัฐฟลอริดา (Florida Fish and Wildlife Conservation Commission) บันทึกไว้ว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 24 รายในรอบ 68 ปี แต่ทั้งนี้เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตจากยุงด้วยโรคมาลาเรียแล้ว มนุษย์เราเสียชีวิตจากยุงราว 700,000 คนต่อปีนะครับ ถามว่าสูงมั้ยกับการเสียชีวิตจากแอลลิเกเตอร์ คงตอบยากครับ คำตอบอยู่ที่ชาวเมืองฟลอริดาที่ยังคงอยู่ร่วมกับแอลลิเกเตอร์ได้จนถึงทุกวันนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-848" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-6.jpg" alt="" width="403" height="403" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-6.jpg 403w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-6-300x300.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-6-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 403px) 100vw, 403px" /></p>
<p>ชาวเมืองฟลอริดามีความภูมิใจว่า เมืองของเขาเป็นเมืองหลวงของแอลลิเกเตอร์ โดยสื่อออกมาในรูปแบบสัญลักษณ์ของเมือง ของทีมอเมริกันฟุตบอลในนามทีมเกเตอร์ (Gators) ใช้สัญลักษณ์ทีมเป็นรูปเจ้าแอลลิเกเตอร์นี่ล่ะครับ</p>
<p>มีร้านขายของที่ระลึก ขายผลิตภัณฑ์จากแอลลิเกเตอร์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐแล้ว นอกจากนี้ทางนักอนุรักษ์เองยังใช้แอลลิเกเตอร์เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก อย่างพื้นที่ชุ่มน้ำเอเวอร์เกลดส์ ในอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ (Everglades National Park) เพราะแอลลิเกเตอร์เป็นสัตว์ผู้ล่าอันดับสูงสุดในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ</p>
<p>ถ้าเทียบกับระบบนิเวศบก ก็เสือโคร่งดีๆนี่เอง แอลลิเกเตอร์ช่วยควบคุมประชากรสัตว์น้ำให้มีภาวะสมดุล ช่วยสร้างหลุมบ่อน้ำให้สัตว์น้ำอื่นๆได้ใช้ช่วงแล้ง การสร้างความหลากหลายของแหล่งอาศัยจากแอลลิเกเตอร์ จึงช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของพืชและสัตว์ในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำเอเวอร์เกลดส์</p>
<p>ดูเหมือนว่าสัตว์ป่าที่หลายคนมองเป็นสัตว์ร้าย โลกสวยไปรึเปล่าว่าจะอยู่ร่วมกันได้ แต่ชาวเมืองฟลอริดาแสดงให้เห็นว่าทำได้ ผ่านการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนฐานความรู้แบบวิทยาศาสตร์ ยอมรับถึงสิทธิการดำรงอยู่ในธรรมชาติของพี่แอลลิเกเตอร์ แถมยังยกให้แอลลิเกเตอร์เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองและทีมอเมริกันฟุตบอล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-849" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-7.jpg" alt="" width="1280" height="852" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-7.jpg 1280w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-7-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-7-1024x682.jpg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/11-7-768x511.jpg 768w" sizes="(max-width: 1280px) 100vw, 1280px" /></p>
<p>ย้อนกลับมาบ้านเรา หลายชุมชนพยายามหาทางอยู่ร่วมอย่างสันติกับลิง หรือช้างป่าที่ออกมาอยู่ใกล้มนุษย์ แม้เป็นเรื่องท้าทายอย่างมากที่จะอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าเช่นจระเข้ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อื่นๆ แต่หากตั้งสติ พิจารณาหาแนวทางร่วมกันของฝ่ายต่างๆบนฐานความรู้ ถอดบทเรียนการอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าในพื้นที่ต่างๆ และพยายามจัดการด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ น่าจะทำให้การแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมระหว่างคนกับสัตว์ป่า</p>
<p>เข้าใกล้สู่วิธีการที่เหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ สุดท้ายการพาตนเองและลูกหลานเข้าไปสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์ป่ารอบตัวบ้างเท่าที่ได้ คงมีส่วนไม่มากก็น้อยที่จะช่วยให้คนรุ่นต่อไป หาตำแหน่งแห่งหนอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมโลกสายพันธุ์อื่นได้อย่างสันติในอนาคตอันผันผวน…</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p>Florida Fish and Wildlife Conservation Commission. 2017. <em>Living with Alligators</em>. http://myfwc.com. (Accessed September 2, 2017).</p>
<p>Johansson, M., Støen,O-G., Flykt, A. 2016. Exposure as an intervention to address human fear of bear human dimensions of wildlife. <em>Human Dimension of Wildlife</em>, doi: 10.1080/10871209.2016.1152419.</p>
<p>Mazzotti, F.J., Best, G.R., Brandt, L.A., Cherkiss, M.S., Jeffery, B.M. and Rice, K.G. 2009. Alligators and crocodiles as indicators for restoration of Everglades ecosystems. <em>Ecological Indicator</em>, 9, 137–149.</p>
<p>Skupien, G. M., Andrews, K. M. and Larson, L. R. 2016. Teaching Tolerance? Effects of Conservation education programs on wildlife acceptance capacity for the American Alligator. <em>Human Dimensions of Wildlife</em>, doi: 10.1080/10871209.2016.1147624.</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฤดูน้ำแดง รอยต่อชีวิตแห่งสายน้ำ</title>
		<link>https://baimai.org/planet/save-fishes-kanchanaburi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Jul 2017 14:05:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=833</guid>

					<description><![CDATA[“ฤดูน้ำแดง รอยต่อชีวิตแห่งสายน้ำ” บทความโดย : ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์ “น้ำแดง” ในที่นี่ไม่ใช่น้ำหวาน แต่เป็นน้ำฝนที่ชะเอาหน้าดินจากในป่าไหลลงมาตามแม่น้ำจนน้ำกลายเป็นสีขุ่นแดง เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับในฤดูแล้งที่น้ำจะค่อนข้างใส สิ่งที่มากับน้ำแดงคือแร่ธาตุต่างๆ ออกซิเจนที่มีมากขึ้นจากการไหลที่แรงขึ้น อุณหภูมิน้ำที่ต่ำลง ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เหล่าปลาต่างๆเริ่มออกเดินทาง เพราะมั่นใจว่าฤดูฝนได้มาถึงแล้ว ปลาที่เดินทางในฤดูนี้พวกปลาเล็กจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปเป็นฝูงๆ ส่วนใหญ่เป็นปลาพ่อแม่พันธุ์ ฝนแรกๆ จะเริ่มด้วยกลุ่มปลาขนาดเล็ก พวกปลาซิว ปลาสร้อย จากนั้นเหล่าปลาใหญ่ ปลาล่าเหยื่อ ก็จะอพยพตามเหล่าปลาเล็กขึ้นไป ทำไมปลาถึงวางไข่ในฤดูน้ำแดง ? ในฤดูน้ำแดง น้ำจะไหลแรง ทำให้ปลามั่นใจเลยว่าแหล่งน้ำไหนๆ ก็มีน้ำแล้ว ลูกออกมามีน้ำอยู่แน่ๆ กระแสน้ำที่ไหลแรง จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ซึ่งช่วยให้ไข่ปลาฟักได้ดี น้ำที่ไหลเยอะๆ พอถึงที่ราบจะเอ่อท่วมเข้าไปในป่าและทุ่งริมน้ำ พัดพาเอาดินตะกอนมาเป็นปุ๋ย รวมถึงพัดพาเอาลูกปลาเข้าไปอาศัยหากินอยู่ในทุ่งน้ำท่วม น้ำขุ่นๆ ช่วยพลางตัวให้ไข่และลูกปลาสามารถไหลไปตามน้ำได้อย่างปลอดภัยจากผู้ล่ามากขึ้น ทำไมต้องไปเป็นฝูง? ปลาเล็กจะอพยพกันเป็นฝูงเพราะรู้สึกถึงความปลอดภัยที่มากกว่า การมีตามีประสาทสัมผัสจำนวนมากทำให้ช่วยกันสอดส่องดูแลกันและกันในช่วงการเดินทางไกล ยังไงมีเพื่อนก็ดีกว่าไปตัวเดียวแน่ นอกจากนั้นโอกาสที่จะเจอกับเหล่าผู้ล่ามากมายพอที่จะกินปลาเล็กมีไปจนหมดทั้งฝูงก็น้อยมากๆ ยังไงก็ต้องมีรอดไปผสมพันธุ์แน่ๆ (Predator satiation strategy) และวิธีเดินทางเป็นฝูงนี้อาจจะปลอดภัยจากผู้ล่าใต้น้ำ แต่!!! การไปเป็นฝูงเช่นนี้ ถ้าเจอคนไล่จับ ก็สามารถจับหมดไปทั้งฝูงได้ง่ายๆเหมือนกัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>“ฤดูน้ำแดง รอยต่อชีวิตแห่งสายน้ำ”<br />
บทความโดย : ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์</h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-834" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-1.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-1.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-1-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-1-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>“น้ำแดง” ในที่นี่ไม่ใช่น้ำหวาน แต่เป็นน้ำฝนที่ชะเอาหน้าดินจากในป่าไหลลงมาตามแม่น้ำจนน้ำกลายเป็นสีขุ่นแดง เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับในฤดูแล้งที่น้ำจะค่อนข้างใส สิ่งที่มากับน้ำแดงคือแร่ธาตุต่างๆ ออกซิเจนที่มีมากขึ้นจากการไหลที่แรงขึ้น อุณหภูมิน้ำที่ต่ำลง ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เหล่าปลาต่างๆเริ่มออกเดินทาง เพราะมั่นใจว่าฤดูฝนได้มาถึงแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-835" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-2.jpg" alt="" width="958" height="592" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-2.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-2-300x185.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-2-768x475.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-836" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-3.jpg" alt="" width="958" height="519" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-3.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-3-300x163.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-3-768x416.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-837" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-4.jpg" alt="" width="958" height="958" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-4.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-4-300x300.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-4-150x150.jpg 150w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-4-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>ปลาที่เดินทางในฤดูนี้พวกปลาเล็กจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปเป็นฝูงๆ ส่วนใหญ่เป็นปลาพ่อแม่พันธุ์ ฝนแรกๆ จะเริ่มด้วยกลุ่มปลาขนาดเล็ก พวกปลาซิว ปลาสร้อย จากนั้นเหล่าปลาใหญ่ ปลาล่าเหยื่อ ก็จะอพยพตามเหล่าปลาเล็กขึ้นไป</p>
<p><strong>ทำไมปลาถึงวางไข่ในฤดูน้ำแดง ?</strong></p>
<ul>
<li>ในฤดูน้ำแดง น้ำจะไหลแรง ทำให้ปลามั่นใจเลยว่าแหล่งน้ำไหนๆ ก็มีน้ำแล้ว ลูกออกมามีน้ำอยู่แน่ๆ</li>
<li>กระแสน้ำที่ไหลแรง จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ซึ่งช่วยให้ไข่ปลาฟักได้ดี</li>
<li>น้ำที่ไหลเยอะๆ พอถึงที่ราบจะเอ่อท่วมเข้าไปในป่าและทุ่งริมน้ำ พัดพาเอาดินตะกอนมาเป็นปุ๋ย รวมถึงพัดพาเอาลูกปลาเข้าไปอาศัยหากินอยู่ในทุ่งน้ำท่วม</li>
<li>น้ำขุ่นๆ ช่วยพลางตัวให้ไข่และลูกปลาสามารถไหลไปตามน้ำได้อย่างปลอดภัยจากผู้ล่ามากขึ้น</li>
</ul>
<p><strong>ทำไมต้องไปเป็นฝูง?</strong></p>
<p>ปลาเล็กจะอพยพกันเป็นฝูงเพราะรู้สึกถึงความปลอดภัยที่มากกว่า การมีตามีประสาทสัมผัสจำนวนมากทำให้ช่วยกันสอดส่องดูแลกันและกันในช่วงการเดินทางไกล</p>
<p>ยังไงมีเพื่อนก็ดีกว่าไปตัวเดียวแน่ นอกจากนั้นโอกาสที่จะเจอกับเหล่าผู้ล่ามากมายพอที่จะกินปลาเล็กมีไปจนหมดทั้งฝูงก็น้อยมากๆ ยังไงก็ต้องมีรอดไปผสมพันธุ์แน่ๆ (Predator satiation strategy) และวิธีเดินทางเป็นฝูงนี้อาจจะปลอดภัยจากผู้ล่าใต้น้ำ แต่!!! การไปเป็นฝูงเช่นนี้ ถ้าเจอคนไล่จับ ก็สามารถจับหมดไปทั้งฝูงได้ง่ายๆเหมือนกัน (เคยเห็นชาวบ้านทอดแหจับปลาในฤดูน้ำแดงที่เขื่อนเขาแหลม ทอดแหทีเดียวยกแหแทบไม่ขึ้น)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-838" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-5.jpg" alt="" width="958" height="641" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-5.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-5-300x201.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-5-768x514.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>ปลาเล็กเหล่านี้อพยพทวนน้ำไปทำไม?</strong></p>
<p>อยากให้นึกภาพสมมุติว่า ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของปลา A ป่าบุ่งป่าทามและทุ่งน้ำท่วมอันสมบูรณ์อยู่ที่ตำแหน่ง (ค) ไข่ปลา A ใช้เวลา 2 วันในการฟักเป็นตัว และใช้เวลา 3 วัน จึงพอจะเริ่มว่ายน้ำได้บ้าง ดังนั้น ถ้าพ่อแม่ปลาอยากให้ลูกได้มาอาศัยอยู่ตรงนี้ ก็ต้องคำนวนแล้วว่าชั้นจะต้องว่ายทวนน้ำให้ไกลออกไปเผื่อเวลาสำหรับให้ลูกไหลตามกระแสน้ำมาอีก 5 วัน พอมาถึงจุด (ค) ลูกชั้นก็จะได้ว่ายเข้ามาอาศัยอยู่ตรงนี้พอดี๊พอดี พ่อแม่ปลาก็ต้องกะๆเอา แล้วว่ายไปที่จุด (ก) เพื่อให้ลูกไหลกลับมาอยู่ที่จุด (ค) พอดี</p>
<p>(ก)——–&gt;&gt;&gt;——…——-(ข)——–,,——&gt;&gt;&gt;——(ค)———————(ง)</p>
<p>จุดวางไข่                            เขื่อน                             แหล่งอาศัย               แม่น้ำลึกกว้าง</p>
<p><strong>มาถึงพวกปลาใหญ่ๆบ้าง</strong></p>
<p>พวกปลาใหญ่จะอพยพตามเหล่าปลาเล็กขึ้นไป ปลากลุ่มนี้ยกตัวอย่าง เช่น ปลาเค้า ปลากด ปลาเนื้ออ่อน พวกนี้ไปถึงก็สบายสิครับ ไล่กินปลาเล็กที่มารวมฝูงกันเพื่อผสมพันธุ์ แล้วจะไข่หลังจากปลาเล็กสักหน่อย ลูกปลาล่าเหยื่อบางชนิดอาจจะไหลตามน้ำไปไล่กินพวกลูกปลาเล็กต่อ หรือบางชนิดอาจจะอาศัยหากินอยู่ในบริเวณที่ฟักแล้วจึงเริ่มอพยพกลับลงด้านล่างในฤดูแล้งเมื่อเริ่มโตขึ้น</p>
<p><strong>เขื่อนก่อให้เกิดปัญหาอะไร?</strong></p>
<p>ลักษณะการสืบพันธุ์แบบที่ต้องว่ายทวนน้ำนี้ เป็นวิธีที่ปลาส่วนใหญ่ในแหล่งน้ำไทยใช้ ดังนั้นลองนึกภาพ สมมุติว่ามีใครไปสร้างเขื่อนกั้นอยู่ที่จุด (ข) ซึ่งอยู่ระหว่างจุด (ก) และ (ค) ขาขึ้นที่พ่อแม่ปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไป ก็จะไปติดอยู่ที่ใต้เขื่อน ขึ้นไม่ได้ และต้องวางไข่กันตรงนั้น ลูกปลาแทนที่จะได้ไหลไปอยู่ที่จุด (ค) ก็อาจจะไหลเลยไปจุด (ง) ที่มีความเหมาะสมน้อยกว่าก็ได้ หรือสมมุติว่าพ่อแม่ปลาเก่งมาก หาวิธีข้ามเขื่อนไปวางไข่ได้สำเร็จที่จุด (ก) ไข่ไหลลงมาแล้ว 2 วัน พอวันที่ 3 ฟักเป็นตัว แต่ปรากฏว่าไหลมาถึงจุดเหนือเขื่อนน้ำขังนิ่ง ไข่ก็ค่อยๆจมลงสู่เบื้องล่างอันมืดมิดของเขื่อนลูกปลาอาจจะไม่ฟักหรือฟักแล้วก็ตายอยู่ในน้ำลึกๆ ไม่มีโอกาสได้รอดชีวิตไปอีก หรือถ้าโชคดีไหลมาถึงเขื่อน การจะรอดผ่านกังหันปั่นไฟไปได้ก็คงจะต้องอาศัยปาฏิหารอย่างมาก สำหรับเหล่าลูกปลาน้อยๆพวกนี้</p>
<p>หรือถึงแม้ว่าบางชนิดอาจจะไม่ต้องอพยพข้ามแนวเขื่อน แต่การกักเก็บและปล่อยน้ำของเขื่อนที่ไม่เป็นเวลา ก็ทำให้การสืบพันธุ์มีปัญหาเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มปลากด (ปลาเนื้อรสชาติดีที่นิยมรับประทานกันมาก) ปลากลุ่มนี้ไข่จะมีเมือกเหนียวๆเกาะติดกับวัสดุใต้น้ำ ไข่อยู่กับที่ให้น้ำไหลผ่าน (มีรายงานว่าพ่อแม่อาจจะเฝ้าไข่และลูกปลาอยู่ด้วย) ถ้าหากน้ำที่ไหลผ่านไม่แรงพอ ไข่ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ไข่ก็อาจจะไม่ฟักหรืออาจจะฟักออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้</p>
<p>หรือถ้าเขื่อนกักน้ำในฤดูน้ำหลากไว้ จนน้ำไม่ท่วมทุ่งพวกลูกปลาก็ต้องอาศัยอยู่แม่น้ำสายหลักที่ไม่มีอาหารและที่หลบภัย โอกาสรอดก็น้อยลงไปเยอะ  น้ำไม่ท่วมทุ่งยังส่งผลต่อปลาอีกกลุ่มที่สืบพันธุ์และเลี้ยงดูตัวอ่อนในน้ำทุ่ง เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาสลิด ปลาหมอตะกรับ ที่จะไม่อพยพทวนน้ำไปไกลๆแต่รอให้น้ำท่วมทุ่งในบริเวณถิ่นอาศัยแล้วตามน้ำเข้าไป  (ยกตัวอย่างทุ่งน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำสงคราม หรืออย่างทะเลสาปเขมรที่จะขยายขนาดขึ้น 3 เท่าในฤดูน้ำหลาก)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-839" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-6.jpg" alt="" width="958" height="644" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-6.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-6-300x202.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-6-768x516.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>ในทุ่งน้ำท่วม ในป่าริมน้ำ มีอะไรดี?</strong></p>
<p>ผู้ผลิตอาหารเริ่มต้นของโลกคือพืช ปลาไม่สามารถผลิตอาหารเองได้ ในแม่น้ำลำธารจริงๆแล้วมีพืชขึ้นอยู่ไม่มากนัก พืชบนบกมีมากกว่าเยอะเลย ดังนั้นเวลาน้ำท่วมบกปลาจึงชอบมาก เริ่มตั้งแต่</p>
<ul>
<li>พวกปลาพ่อแม่พันธุ์ที่อพยพเข้ามาหากิน น้ำมาปลากินมด แมลงต่างๆที่หนีน้ำไม่ทัน กินใบพืช กินผลไม้ กินไส้เดือนจมน้ำ กินตัวอะไรต่อมิอะไรที่จมน้ำ</li>
<li>พอน้ำท่วมไปสักพัก ต้นไม้เริ่มตาย เริ่มเน่ามีแบคทีเรียมากิน ก็มีสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าแบคทีเรียมากิน แล้วลูกปลาก็มากินตัวที่ว่านี่อีกที</li>
<li>หรือต้นไม้ที่เน่าเสียกลายเป็นปุ๋ย รวมกับปุ๋ยในดินและที่น้ำพัดมา ทำให้แพลงตอนพืชโต เป็นอาหารลูกปลากลุ่มหนึ่ง สัตว์เล็กๆอย่างไรแดง ก็มากินแพลงตอนพืช แล้วลูกปลาก็จะกินไรแดงอีกที</li>
<li>ในทุ่งน้ำท่วมมีที่หลบภัยให้ลูกปลาเยอะแยะ น้ำก็ไม่ไหลแรงจนเกินไป น่าอยู่มาก</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-840" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-7.jpg" alt="" width="958" height="570" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-7.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-7-300x178.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/10-7-768x457.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p><strong>ทำไมจึงควรงดจับปลาในฤดูน้ำแดง </strong></p>
<ul>
<li>เป็นช่วงที่ปลารวมตัวกันอพยพขึ้นไปวางไข่ การจับปลาในช่วงนี้สามารถจับได้ง่ายเนื่องจากปลารวมฝูง ทำให้เห็นตัวได้ง่าย จับได้ทีละมากๆ หมดดิ ไม่แฟร์เลย</li>
<li>ปลาที่จับเป็นปลาพ่อแม่พันธุ์ที่กำลังจะขึ้นไปวางไข่ เป็นการตัดตอนการสืบพันธุ์ของปลา</li>
</ul>
<p><strong>ขอขอบคุณ ดร.กฤษดา ดีอินทร์ สำหรับข้อมูลบางส่วน  </strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นกเงือก คือ นักปลูกป่า</title>
		<link>https://baimai.org/planet/hornbill-grow-tree/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Mar 2017 13:59:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=828</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง : ผศ.ดร.จิราภรณ์ เทียมพันธ์พงศ์ ภาพ : กุลพัฒน์ ศรลัมพ์ “นกเงือก คือ นักปลูกป่า” “อนุรักษ์นกเงือก = อนุรักษ์ป่า” เรามักจะได้ยินคนพูดเสมอ ๆ ว่านกเงือก นั้นมีความสำคัญนะ มันบอกได้ว่าป่านี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ (Indicator species) คำกล่าวนี้จริงหรือไม่นะ นักวิจัยจากโครงการศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือกประเมินว่า เราจะใช้นกเงือกบอกได้ว่าป่านั้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ป่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรนกเงือกต่ำสุด (viable population) ไม่น้อยกว่า 500 ตัว และการที่ป่าจะสามารถรองรับประชากรนกเงือกขนาดนี้ได้ แสดงว่าต้องมีต้นไม้ใหญ่ที่มีโพรงไม้ มากพอที่จะให้นกเงือกทำรังได้อย่างเพียงพอ อีกทั้งมีความหลากหลายและปริมาณของชนิดพันธุ์พืชอาหารของนกเงือกที่เพียงพอตลอดทั้งรอบปี และที่สำคัญไปกว่านั้น จะมีใครรู้หรือไม่ว่า เราจัดนกเงือกเป็น Keystone species  ด้วย ซึ่งหมายถึงชนิดพันธุ์หลักที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศป่าไม้ อย่างไรหละหรือ ก็นกเงือกกินลูกไม้ของต้นไม้ในสังคมป่าเขตร้อนมากกว่า 100 ชนิด ลองคิดดูว่า โดยทั่วไปนกเงือกสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี และแต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 เมล็ดต่อสัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>เรื่อง : ผศ.ดร.จิราภรณ์ เทียมพันธ์พงศ์<br />
ภาพ : กุลพัฒน์ ศรลัมพ์</h4>
<p>“นกเงือก คือ นักปลูกป่า”<br />
“อนุรักษ์นกเงือก = อนุรักษ์ป่า”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-829" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-1.jpg" alt="" width="958" height="603" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-1.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-1-300x189.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-1-768x483.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>เรามักจะได้ยินคนพูดเสมอ ๆ ว่านกเงือก นั้นมีความสำคัญนะ มันบอกได้ว่าป่านี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ (Indicator species) คำกล่าวนี้จริงหรือไม่นะ นักวิจัยจากโครงการศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือกประเมินว่า เราจะใช้นกเงือกบอกได้ว่าป่านั้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ป่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรนกเงือกต่ำสุด (viable population) ไม่น้อยกว่า 500 ตัว และการที่ป่าจะสามารถรองรับประชากรนกเงือกขนาดนี้ได้ แสดงว่าต้องมีต้นไม้ใหญ่ที่มีโพรงไม้ มากพอที่จะให้นกเงือกทำรังได้อย่างเพียงพอ อีกทั้งมีความหลากหลายและปริมาณของชนิดพันธุ์พืชอาหารของนกเงือกที่เพียงพอตลอดทั้งรอบปี</p>
<figure id="attachment_830" aria-describedby="caption-attachment-830" style="width: 958px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-830 size-full" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-2.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-2.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-2-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-2-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><figcaption id="caption-attachment-830" class="wp-caption-text">ป่าละอู อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ( ภาพ : กลุ่มใบไม้ )</figcaption></figure>
<p>และที่สำคัญไปกว่านั้น จะมีใครรู้หรือไม่ว่า เราจัดนกเงือกเป็น Keystone species  ด้วย ซึ่งหมายถึงชนิดพันธุ์หลักที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศป่าไม้ อย่างไรหละหรือ ก็นกเงือกกินลูกไม้ของต้นไม้ในสังคมป่าเขตร้อนมากกว่า 100 ชนิด ลองคิดดูว่า โดยทั่วไปนกเงือกสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี และแต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 เมล็ดต่อสัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้น ถ้าป่าไหนมีนกเงือกอยู่ถึง 500 ตัว ป่าเหล่านั้นจะไม่เป็นป่าที่สมบูรณ์ได้อย่างไร แล้วลองคิดดูอีกว่าการหายไปของนกเงือก จะส่งผลต่อการกระจายพันธุ์ของไม้ และพลวัตรการดำรงชีวิตของพืชมากมายเพียงใด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-831" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-3.jpg" alt="" width="958" height="1437" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-3.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-3-200x300.jpg 200w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-3-683x1024.jpg 683w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/9-3-768x1152.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /></p>
<p>นอกจากนี้พันธุ์ไม้ป่าแล้ว นกเงือกยังกินสัตว์ขนาดเล็ก ตั้งแต่สัตว์มีข้อปล้องพวกแมลง กิ้งกือ ตะขาบ ไปจนถึง กบ งู ลูกนก ไข่นก นก หนู และกระรอกบินเป็นอาหาร ไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด นกเงือกจึงทำหน้าที่ควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็กในป่าอีกด้วย เพราะระบบนิเวศป่าไม้ที่มีเรือนยอดปกคลุมหนาแน่นนั้น จะมีสัตว์ผู้ล่าในกลุ่มเหยี่ยวน้อยกว่าพื้นที่โล่ง นกเงือกจึงทำหน้าที่ในระบบนิเวศแทนสัตว์ผู้ล่าเหล่านั้น และเมื่อมีสัตว์ขนาดเล็กเหล่านั้นมากเกินไป เช่น อาจจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศได้ เช่น หนูที่เป็นนักล่าเมล็ดไม้ตัวฉกาจ หากมีจำนวนมาก จะทำให้มีกล้าไม้ที่รอดและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไปมีน้อยลง นั้นหมายถึงว่า การหายไปของนกเงือก ส่งผลโดยตรงต่อความผันแปรของประชากรสัตว์ขนาดเล็กในป่าที่อาจส่งผลต่อการสืบต่อพันธุ์ของต้นไม้  ส่งผลต่อพลวัตรและความยืดหยุ่นของระบบนิเวศป่าไม้ และหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจจะส่งผลให้นิเวศบริการ (Ecological service) ของระบบนิเวศป่าไม้ที่ให้กับมนุษย์ฟรี ๆ ก็จะค่อย ๆ เสื่อมถอย ด้อยคุณภาพลงไปด้วยนั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสือโคร่ง ศักดิ์ศรีแห่งผืนป่า คุณค่าแห่งพงไพร</title>
		<link>https://baimai.org/planet/tiger-conservation-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Mar 2017 09:31:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=813</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: พิเชฐ นุ่นโต ภาพ: สมิท สุติบุตร เสือโคร่ง (Panthera tigris) จัดเป็นชนิดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ Felidae (ฟิลิดี-วงศ์เสือและแมว) เสือโคร่งตัวเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 100-260 กิโลกรัม ความยาวช่วงตัว 2.2-2.5 เมตร ด้วยรูปร่างที่มีขนาดใหญ่ เล็บพับเก็บได้ยามเดินไร้สุ้มเสียง เขี้ยวและขากรรไกรทรงพลังที่ถูกคัดสรรด้วยธรรมชาติ ประสาทสัมผัสเสียงและสายตาที่เฉียบคม ทำให้เสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับสูงสุด (Apex predator) มีศักยภาพในการล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่และหลากหลาย เสือโคร่งล่าได้ตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กอย่าง เม่น ลิ่น ลิงและชะนี ไปจนถึงสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ เช่น หมูป่า เก้ง กวางป่า วัวแดง กระทิง และลูกช้างป่า ฯ อัตราการสังหารเหยื่อของเสือโคร่งอยู่ที่ราว 50-60 ตัวต่อปี หรือ ในหนึ่งเดือนเสือโคร่งล่าเหยื่อได้ 4-5 ตัว เมื่อบวกกับอาณาเขตหากิน 200-300 ตารางกิโลเมตรต่อตัว และเดินทางหาเหยื่อได้ไกลประมาณ 15-20 กิโลเมตรต่อวัน* เสือโคร่งจึงเป็นผู้ล่าสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยควบคุมปริมาณสัตว์กินพืช คัดสรรประชากรสัตว์ป่าที่แข็งแรงให้อยู่รอดและสืบพันธุ์ สมดุลสายใยอาหารแห่งพงไพรมีเสือโคร่งถักทอผ่านการล่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง: พิเชฐ นุ่นโต</strong><br />
<strong>ภาพ: สมิท สุติบุตร</strong></p>
<p>เสือโคร่ง (Panthera tigris) จัดเป็นชนิดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ Felidae (ฟิลิดี-วงศ์เสือและแมว) เสือโคร่งตัวเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 100-260 กิโลกรัม ความยาวช่วงตัว 2.2-2.5 เมตร ด้วยรูปร่างที่มีขนาดใหญ่ เล็บพับเก็บได้ยามเดินไร้สุ้มเสียง เขี้ยวและขากรรไกรทรงพลังที่ถูกคัดสรรด้วยธรรมชาติ ประสาทสัมผัสเสียงและสายตาที่เฉียบคม ทำให้เสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับสูงสุด (Apex predator) มีศักยภาพในการล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่และหลากหลาย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-814" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1.jpg" alt="" width="2048" height="1271" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1.jpg 2048w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1-300x186.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1-1024x636.jpg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1-768x477.jpg 768w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-1-1536x953.jpg 1536w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p>เสือโคร่งล่าได้ตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กอย่าง เม่น ลิ่น ลิงและชะนี ไปจนถึงสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ เช่น หมูป่า เก้ง กวางป่า วัวแดง กระทิง และลูกช้างป่า ฯ อัตราการสังหารเหยื่อของเสือโคร่งอยู่ที่ราว 50-60 ตัวต่อปี หรือ ในหนึ่งเดือนเสือโคร่งล่าเหยื่อได้ 4-5 ตัว เมื่อบวกกับอาณาเขตหากิน 200-300 ตารางกิโลเมตรต่อตัว และเดินทางหาเหยื่อได้ไกลประมาณ 15-20 กิโลเมตรต่อวัน* เสือโคร่งจึงเป็นผู้ล่าสำคัญในระบบนิเวศที่ช่วยควบคุมปริมาณสัตว์กินพืช คัดสรรประชากรสัตว์ป่าที่แข็งแรงให้อยู่รอดและสืบพันธุ์ สมดุลสายใยอาหารแห่งพงไพรมีเสือโคร่งถักทอผ่านการล่า</p>
<figure id="attachment_815" aria-describedby="caption-attachment-815" style="width: 958px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-815 size-full" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-2.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-2.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-2-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-2-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><figcaption id="caption-attachment-815" class="wp-caption-text">กวางป่า บริเวณลำธารหน้าบ้านหัวหน้าสืบ นาคะเสถียร ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ( ภาพ : กลุ่มใบไม้ )</figcaption></figure>
<p>ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีป่า มีน้ำ แร่ธาตุ ก่อเกิดเป็นพรรณไม้ใบหญ้าที่สมบูรณ์ ถูกควบคุม คัดเลือกผ่านสัตว์กินพืช เช่น เก้ง กวาง กระทิง วัวแดง สุดท้ายปลายห่วงโซ่อาหาร เสือช่วยควบคุมปริมาณสัตว์กินพืช เป็นสายใยเรียงร้อยจากป่าสู่สัตว์กินพืช ตรงสู่ผู้ล่า สมดุลนับล้านปีของป่า น้ำ อากาศ ที่เราใช้จึงไม่ใช่ของฟรี แต่มีองคาพยพสัตว์ป่าช่วยดูแล และเสือโคร่งเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งในสมการ นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลอันจำกัดในการอธิบายผลกระทบการลดลงและหายไปของเสือโคร่งในระบบนิเวศ แต่เมื่อมองผ่านผู้ล่าอันดับสูงสุดชนิดอื่นที่กำลังลดลงทั่วโลก และเริ่มหายไปในบางพื้นที่ เช่น หมาป่า เสือดาว เสือจากัวร์ สิงโต หมี  ฯลฯ  นักวิทยาศาสตร์เห็นปรากฏการณ์ร่วมเป็นระลอกคลื่นกระทบไปตามสายใยอาหาร เช่น กวางป่าหางขาว (<i>Odocoileus virginianus</i>) ของอเมริกา มีประชากรมากขึ้นในภาวะไร้ผู้ล่า ส่งผลร่วมกับปัจจัยอื่นๆทำให้สังคมพืชฟื้นตัวหรือเติบโตช้า ความหลากหลายของพืชลดลง กวางออกไปกินผลผลิตทางการเกษตรเสียหายกว่า 248 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกวางประมาณ 150 ครั้งต่อปี</p>
<p>ส่วนในแอฟริกา ลิงบาบูนโอลีฟ (<i>Papio anubis</i>) เพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อผู้ล่าลำดับสูงสุดลดลง ลิงบาบูนขยายพื้นที่ออกไปกินพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน เด็กในชุมชนต้องเสียเวลามาช่วยเฝ้าพืชผล จึงกระทบกับเวลาเรียนของเด็กๆ อีกทั้งปรสิตในลำไส้ลิงบาบูนก็พบมากขึ้นในพื้นที่ ผลของการไม่ได้ดูแลอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่า เป็นราคาที่เราต้องจ่ายในหลากหลายมิติทั้งปัจจุบันหรือแม้กระทั่งในอนาคต การอนุรักษ์เสือหรือผู้ล่า จึงไม่ใช่แค่รักษาระบบธรรมชาติให้สมบูรณ์และสมดุล แต่ยังหมายถึงเป็นการดูแลเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา และชีวิตที่ดีของมนุษย์ที่มีธรรมชาติเป็นรากฐาน</p>
<p>ประเทศแถบเอเชีย 13 ประเทศที่มีเสือโคร่งเหลืออยู่ ต่างตื่นตัวในการอนุรักษ์เสือโคร่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเสือโคร่งมีภาวะลดลงอย่างมาก จากตัวเลข 100,000 ตัวเมื่อ 100 ปีก่อน ปัจจุบันเหลือเพียง 3,200 ตัว เสือโคร่ง 9 ชนิดย่อย…สูญพันธุ์…เหลือ 6 ชนิดย่อย สาเหตุหลัก คือ การล่าเหยื่อของเสือโคร่ง ล่าเสือโคร่งเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับและยาอายุวัฒนะ และการสูญเสียพื้นที่ป่าบ้านของเสือ องค์กรรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมให้ความสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่ง เนื่องด้วยเสือโคร่งอาศัยอยู่ในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง (Biodiversity hotspots) การพัฒนาที่สามารถรักษาเสือโคร่งไปพร้อมกันได้ จึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<figure id="attachment_816" aria-describedby="caption-attachment-816" style="width: 958px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-816 size-full" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-3.jpg" alt="" width="958" height="639" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-3.jpg 958w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-3-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/7-3-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 958px) 100vw, 958px" /><figcaption id="caption-attachment-816" class="wp-caption-text">เขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ( ภาพ : กลุ่มใบไม้ )</figcaption></figure>
<p>แม้เสือโคร่งจะลดลงเป็นอย่างมาก แต่การอนุรักษ์เสือโคร่งยังคงมีประกายแห่งความหวัง เสือโคร่งเบงกอล (<i>Panthera tigris tigris</i>) ของอินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้น 30% หลังอินเดียให้ความสำคัญกับการป้องกันการล่าเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่ง และเพิ่มการศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับประเทศไทย ด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังของหลายภาคส่วน การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ และงานวิจัย ส่งผลให้เราทราบความหนาแน่นและปัจจัยที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของเสือโคร่งอินโดจีน (<i>Panthera tigris corbetti</i>) ที่มีอยู่ประมาณ 180-200 ตัวในประเทศไทย สัญญาณบวกเพิ่มเติมบ่งชี้ถึงการขยายตัวของประชากรเสือ เสือโคร่งเริ่มกระจายตัวออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี บ้านหลังใหญ่ของเสือโคร่ง ไปสู่บ้านหลังใหม่ผืนป่าแม่วงก์-คลองลาน จ.นครสวรรค์-กำแพงเพชร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เสือโคร่งเดินทางโยกย้ายไปพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อหากิน สืบพันธุ์ และทำหน้าที่ผู้รักษาสมดุลสายใยอาหารในระบบนิเวศ อนาคตของสัตว์ผู้ล่าผู้น่าเกรงขามอาจขึ้นอยู่กับมนุษย์ ผู้ล่ายุคใหม่ที่ต้องเรียนรู้อยู่ร่วมกับสายพันธุ์อื่นบนโลกใบนี้</p>
<p>การอนุรักษ์เสือโคร่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ การทำงานอย่างมีส่วนร่วม และบุคลากรที่มีคุณภาพ การมีเสือโคร่งอยู่จึงเปรียบเสมือน “ศักดิ์ศรีของผืนป่า คุณค่าแห่งพงไพร” ที่เราทุกคนจะต้องช่วยกันปกป้องดูแลตราบชั่วลูกหลาน</p>
<p>*<i>หมายเหตุ</i> ขนาดตัว น้ำหนัก มีความแปรผันในแต่ละชนิดย่อย ส่วนขนาดพื้นที่อาศัย และระยะทางเคลื่อนที่ต่อวัน มีความแปรผันในแต่ละชนิดย่อย ความหนาแน่นของเหยื่อ การรบกวนของมนุษย์ และปัจจัยทางนิเวศ</p>
<h4><b>อ้างอิง</b></h4>
<p>Estes, J. A., Terborgh, J., Brashares, J. S., Power, M.E., Berger, J., Bond, W. J., Carpenter, S. R., Essington, T. E., Holt, R. D.,  Jackson, J. B. C., Marquis, R. J., Oksanen, L., Oksanen, T., Paine, R. T., Pikitch, E. K., Ripple, W. J., Sandin, S. A., Scheffer, M., Schoener, T. W., Shurin, J. B., Sinclair, A. R. E., Soulé, M. E., Virtanen, R. and Wardle, D. A. 2011. Trophic Downgrading of Planet Earth. <i>Science</i>. 333 (6040): 301-306 DOI: <a href="http://dx.doi.org/10.1126/science.1205106" target="_blank" rel="noopener">10.1126/science.1205106</a>.</p>
<p>Goodrich, J., Lynam, A., Miquelle, D., Wibisono, H., Kawanishi, K., Pattanavibool, A., Htun, S., Tempa, T., Karki, J., Jhala, Y. &amp; Karanth, U. 2015.  <i>Panthera tigris</i>. The IUCN Red List of Threatened Species 2015: e.T15955A5065 9951. http://dx.doi. org/ 10.2305/ IUCN.UK.2015-2.RLTS.T15955A50659951.en. Access: 30 Dec. 2016.</p>
<p>Horsley, S. B., Stout, S. L., and DeCalesta, D. S. 2003. White-tailed deer impact on the vegetation dynamics of a northern hardwood forest. Ecological Applications, 13(1), 98-118.</p>
<p>Insurance Institute for Highway Safety. 2009. Deer-vehicle collisions: no easy solutions but some methods work or show promise. Advisory No. 31.</p>
<p>Karanth, K.U., Kumar, N.S., Nichols, J.D., Link, W.A. and Hines, J.E. 2004. Tigers and their prey: Predicting carnivore densities from prey abundance. Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America 101: 4854-4858</p>
<p>Miller, C. S., Hebblewhite, M., Petrunenko, Y. K. Seryodkin, I. V., Decesare, N. J., Goodrich, J. M. and Miquelle, D. G.  2013. Estimating Amur tiger (<i>Panthera tigris altaica</i>) kill rates and potential consumption rates using global positioning system collars. <i>Journal of Mammalogy.</i> 94: 845-855.</p>
<p><a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=710" target="_blank" rel="noopener">Prugh, L. R.</a>, <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=711" target="_blank" rel="noopener">Stoner C. J.</a>, <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=712" target="_blank" rel="noopener">Epps C .W.</a>, <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=713" target="_blank" rel="noopener">Bean W. T.</a>, <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=714" target="_blank" rel="noopener">Ripple W. J.</a>, <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=181" target="_blank" rel="noopener">Laliberte A. S.</a>, and <a href="http://jornada.nmsu.edu/biblio?f%5bauthor%5d=715" target="_blank" rel="noopener">Brashares J. S.</a> 2009. The rise of mesopredator.  <i>Bioscience.</i> 59(9):779-791.</p>
<p>Simchareon, S.,  Pattanavibool, A., Karanth, K. U., Nichols, J. D. and Kumar, N. S.  2007. How many tigers (<i>Panthera tigris</i>) are there in Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary, Thailand? An estimate using photographic capture-recapture sampling. <i>Oryx</i>. 41:1-7.</p>
<p>Tilson, R. and Nyhus, P. J., editors. 2010. <i>Tiger of The World: The Science, Politics, and Conservation of</i> Panthera tigris.  Academic Press. London: Elsevier.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลิงกังเขาใหญ่ ไม่ใช่ขอทาน</title>
		<link>https://baimai.org/planet/monkey-khaoyai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Dec 2016 09:28:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติการณ์ 4ม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=810</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง : อุเทน ภุมรินทร์ ภาพ : กุลพัฒน์ ศรลัมพ์ ลิงกังเป็นนักปลูกป่าเช่นเดียวกับนกเงือกและชะนีที่เรารู้จักกันดี เมล็ดผลไม้ป่าบางชนิดที่ผ่านระบบย่อยอาหารของมัน มีอัตราการงอกเป็นกล้าไม้ที่สูงกว่าปล่อยให้งอกเองตามธรรมชาติ ลิงกังเป็นนักกินผลไม้ตัวยง (เจ้าจ๋อ ไม่ได้กินแต่กล้วยอย่างเดียว!) มูลของมันจึงเต็มไปด้วยเมล็ดไม้ป่าที่ถูกพามาไกลจากต้นแม่ไม้ นอกจากนี้ ฝูงลิงกังเวลาเข้ากินผลไม้ป่าสุกบนต้น ยังเผื่อแผ่ ‘เพื่อนสัตว์ป่า’ ชนิดอื่นๆ ที่ปีนป่ายขึ้นมากินผลไม้เองไม่ได้ เช่น เก้ง กวางป่า ฯลฯ ได้กินด้วยกัน เพราะผลไม้จะร่วงพรูลงดินตามนิสัยห้อยโหน/ อยู่ไม่นิ่ง เวลาหากินของเจ้าจ๋อแห่งพงไพร หากลิงกังบนป่าเขาใหญ่ ไม่ได้ทำหน้าที่เหล่านี้ กลับไปนั่ง ‘ขอทาน’ เสี่ยงชีวิตอยู่ข้างถนนบนเขาใหญ่ รอคอยเศษอาหารจากนักท่องเที่ยว และจะมีประโยชน์อันใดกับมัน ถ้าอาหารที่ลิงกังกินไม่ใช่ผลไม้ในป่า แต่เป็นผลไม้ที่อาจปนเปื้อนสารเคมีจากนักท่องเที่ยว หรือเป็นเศษอาหารที่มาพร้อมถุงพลาสติก ฯลฯ แต่เราอาจยังพอแก้ไขอะไรได้ … ความจริงข้อหนึ่ง คือ “ลิงขอทาน” เป็นผลงานของเรา–นักท่องเที่ยวที่ให้อาหารสัตว์ป่า (แม้หน้าตาพวกมันจะไม่ต่างจากลิงในสวนสัตว์เปิด แต่ลิงกังเป็นสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิตได้เองตามธรรมชาติ) จนพวกมันเคยชินกับวิธีได้อาหารมาง่ายๆ จนลดพฤติกรรมหาอาหารตามธรรมชาติลงไป ถ้าไม่อยากให้ลิงป่าฝูงต่อไป ต้องมานั่งรอขอทาน แล้วโดนรถเหยียบตายข้างถนนอีก บทบาทต่อไป จะให้ลิงกังแสดงเป็น”ลิงขอทาน” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง : อุเทน ภุมรินทร์</strong><br />
<strong>ภาพ : กุลพัฒน์ ศรลัมพ์</strong></p>
<p>ลิงกังเป็นนักปลูกป่าเช่นเดียวกับนกเงือกและชะนีที่เรารู้จักกันดี เมล็ดผลไม้ป่าบางชนิดที่ผ่านระบบย่อยอาหารของมัน มีอัตราการงอกเป็นกล้าไม้ที่สูงกว่าปล่อยให้งอกเองตามธรรมชาติ</p>
<p>ลิงกังเป็นนักกินผลไม้ตัวยง (เจ้าจ๋อ ไม่ได้กินแต่กล้วยอย่างเดียว!) มูลของมันจึงเต็มไปด้วยเมล็ดไม้ป่าที่ถูกพามาไกลจากต้นแม่ไม้ นอกจากนี้ ฝูงลิงกังเวลาเข้ากินผลไม้ป่าสุกบนต้น ยังเผื่อแผ่ ‘เพื่อนสัตว์ป่า’ ชนิดอื่นๆ ที่ปีนป่ายขึ้นมากินผลไม้เองไม่ได้ เช่น เก้ง กวางป่า ฯลฯ ได้กินด้วยกัน เพราะผลไม้จะร่วงพรูลงดินตามนิสัยห้อยโหน/ อยู่ไม่นิ่ง เวลาหากินของเจ้าจ๋อแห่งพงไพร</p>
<p>หากลิงกังบนป่าเขาใหญ่ ไม่ได้ทำหน้าที่เหล่านี้ กลับไปนั่ง ‘ขอทาน’ เสี่ยงชีวิตอยู่ข้างถนนบนเขาใหญ่ รอคอยเศษอาหารจากนักท่องเที่ยว และจะมีประโยชน์อันใดกับมัน ถ้าอาหารที่ลิงกังกินไม่ใช่ผลไม้ในป่า แต่เป็นผลไม้ที่อาจปนเปื้อนสารเคมีจากนักท่องเที่ยว หรือเป็นเศษอาหารที่มาพร้อมถุงพลาสติก ฯลฯ</p>
<p>แต่เราอาจยังพอแก้ไขอะไรได้<br />
…<br />
ความจริงข้อหนึ่ง คือ “ลิงขอทาน” เป็นผลงานของเรา–นักท่องเที่ยวที่ให้อาหารสัตว์ป่า (แม้หน้าตาพวกมันจะไม่ต่างจากลิงในสวนสัตว์เปิด แต่ลิงกังเป็นสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิตได้เองตามธรรมชาติ) จนพวกมันเคยชินกับวิธีได้อาหารมาง่ายๆ จนลดพฤติกรรมหาอาหารตามธรรมชาติลงไป<br />
ถ้าไม่อยากให้ลิงป่าฝูงต่อไป ต้องมานั่งรอขอทาน แล้วโดนรถเหยียบตายข้างถนนอีก<br />
บทบาทต่อไป จะให้ลิงกังแสดงเป็น”ลิงขอทาน” หรือ “นักปลูกป่า” กระจายเมล็ดไม้ อยู่ที่คุณเป็นผู้กำกับแล้วครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องกำจัดสาบเสือในป่าธรรมชาติ</title>
		<link>https://baimai.org/planet/siam-weed/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jul 2015 09:16:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=789</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ 24 – 25 เมษายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมอาสากับ “กลุ่มใบไม้” ถอนต้นสาบเสือบริเวณทุ่งหญ้าหนองผักชีในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ภายใต้กิจกรรม ตะวันขึ้นตื่นพร้อมนก ตะวันตกหลับพร้อมดาว จึงอยากนำเสนอมุมมองจากหลาย ๆ คนที่มีต่อสาบเสือ และสาเหตุที่กลุ่มใบไม้เลือกที่จะพาอาสาสมัครมาเหนื่อยถอนสาบเสือออกจากทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ในมุมมองของคนที่เรียนนิเวศวิทยา การปรากฎของสาบเสือในพื้นที่ธรรมชาติในประเทศไทย ในฐานะพืชเบิกนำ (Pioneer species) ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าสาบเสือคือพืชต่างถิ่นรุกราน (Alien invasive species) ที่สร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศธรรมชาติได้ และเป็น 1 ใน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมอย่างร้ายแรงของโลก ตามคู่มือ Global Invasive Species Database (GISD) ที่จัดทำขึ้นโดย IUCN (International Union for Conservation of Nature) นั้นเป็นเพราะสาบเสือ (Siam weed) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chromoleana odoratum (L.)R.M. King [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ 24 – 25 เมษายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมอาสากับ “กลุ่มใบไม้” ถอนต้นสาบเสือบริเวณทุ่งหญ้าหนองผักชีในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ภายใต้กิจกรรม ตะวันขึ้นตื่นพร้อมนก ตะวันตกหลับพร้อมดาว จึงอยากนำเสนอมุมมองจากหลาย ๆ คนที่มีต่อสาบเสือ และสาเหตุที่กลุ่มใบไม้เลือกที่จะพาอาสาสมัครมาเหนื่อยถอนสาบเสือออกจากทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-790" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-1.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-1.jpg 800w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-1-300x225.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-1-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ในมุมมองของคนที่เรียนนิเวศวิทยา การปรากฎของสาบเสือในพื้นที่ธรรมชาติในประเทศไทย ในฐานะพืชเบิกนำ (Pioneer species) ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าสาบเสือคือพืชต่างถิ่นรุกราน (Alien invasive species) ที่สร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศธรรมชาติได้ และเป็น 1 ใน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมอย่างร้ายแรงของโลก</p>
<p>ตามคู่มือ Global Invasive Species Database (GISD) ที่จัดทำขึ้นโดย IUCN (International Union for Conservation of Nature) นั้นเป็นเพราะสาบเสือ (Siam weed) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chromoleana odoratum (L.)R.M. King &amp; H. Rob.) นั้นแพร่กระจายมาอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อราว ๆ พ.ศ. 2483 หรือไม่ต่ำกว่า 75 ปี ตามข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร โดยคาดว่าจะเมล็ดของต้นสาบเสือจะปะปนมากับน้ำอับเฉาในเรือสินค้าที่มาจากอเมริกากลางผ่านเวสต์อินดีส เด็กฮิปเตอร์สมัยนี้อาจจะงงว่าอะไรคือน้ำอับเฉา น้ำอับเฉาคือน้ำที่ถูกมาจากท่าเรือเพื่อใช้รักษาสมดุลของเรือในระหว่างแล่นข้ามมหาสมุทรและจะถูกปล่อยออกเมื่อเรือถึงที่หมาย และแน่นอนย่อมมีสิ่งมีชีวิตหรือส่วนของสิ่งมีชีวิตที่มาจากฟากโลกหนึ่งติดมาด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-791" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg" alt="" width="960" height="717" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-2.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-2-300x224.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-2-768x574.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>แล้วทำไมวันนี้เราถึงต้องมาถอนสาบเสือออกจากทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในเมื่อมันได้กลายเป็นไม้ล้มลุกที่พบได้เกือบทุก ๆ พื้นที่รกร้างในประเทศไทยไปแล้ว ก่อนที่จะเล่าถึงสาเหตุที่จะต้องกำจัดสาบเสือออกจากทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขอเท้าความไปถึง การเกิดขึ้นของทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เสียก่อน เพราะมีเหตุผลสอดคล้องกันอย่างยิ่ง</p>
<p>แท้จริงแล้วทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไม่ใช่ทุ่งหญ้าธรรมชาติ แต่คงอยู่ได้ด้วยหลักการจัดการทุ่งหญ้า (Range management) ตามหลักการจัดการสัตว์ป่า หลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในปี พ.ศ. 2505 ประชาชนที่เข้าไปถางป่าทำไร่บนเขาใหญ่ได้ถูกอพยพออกไป เหลือเป็นพื้นที่รกร้าง/ทุ่งหญ้าที่รอการฟื้นคืนสภาพป่าตามธรรมชาติ ซึ่งก็คือบริเวณหนองผักชีในปัจจุบัน หลังจากนั้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กลาย ได้รับความสนใจจากการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ได้ร่วมพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวรวมไปถึงการสร้างสนามกอล์ฟบนเขาใหญ่ จนทำให้เกิดความขัดแย้งในการจัดการพื้นที่กับธรรมชาติและการท่องเที่ยว ท้ายที่สุด ในปี พ.ศ. 2535 จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อปิดสนามกอล์ฟและคืนพื้นที่ให้สัตว์ป่าอีกครั้ง พื้นที่ป่าธรรมชาติที่ถูกถางฟันจนกลายเป็นทุ่งหญ้า ผนวกกับศาสตร์ด้านการจัดการสัตว์ป่าด้วยการชิงเผา (Prescribed burning) จึงทำให้ยังคงรักษาทุ่งหญ้าสองข้างถนนให้นักท่องเที่ยวได้ชมสัตว์ป่าได้ใกล้ชิดและง่ายยิ่งขึ้น</p>
<figure id="attachment_792" aria-describedby="caption-attachment-792" style="width: 585px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-792 size-full" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-3.jpg" alt="" width="585" height="405" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-3.jpg 585w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-3-300x208.jpg 300w" sizes="(max-width: 585px) 100vw, 585px" /><figcaption id="caption-attachment-792" class="wp-caption-text">ภาพ: frynn.com</figcaption></figure>
<p>ด้วยเหตุที่ทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คงอยู่ได้ด้วยการจัดการเพื่อยังประโยชน์ให้สัตว์กีบ กินเป็นอาหารโดยเฉพาะ เก้งและกวาง นี้เอง จึงดึงดูดให้สัตว์ผู้ล่าอย่างหมาจิ้งจอกและหมาในออกมาใช้ทุ่งหญ้าด้วย ดังนั้นสิ่งที่นักจัดการสัตว์ป่าต้องการคือ <strong>“พืชอาหาร”</strong> สำหรับสัตว์ป่า แต่งานวิจัยพบว่า เก้งและกวางไม่กินสาบเสือเป็นอาหาร นอกจากนี้สาบเสือ ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกที่เป็นพุ่มหนา ทำให้พืชชนิดอื่น ๆ ไม่สามารถขึ้นได้ อีกทั้งยังมีคุณลักษณะเป็น “อัลลีโอพาที (Allelopathy)” คือ สามารถสร้างสารเคมีและปล่อยสู่สภาพแวดล้อม ทำให้พืชที่ขึ้นข้างเคียงไม่สามารถเจริญเติบโตได้ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ทำให้เราเลือกที่จะกำจัดสาบเสือออกจากทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และนี่ก็คือเหตุผลที่เราเลือกกำจัดเฉพาะสาบเสือ แต่ไม่กำจัดหญ้าคาและหญ้าขจรจบแม้ว่าพืชทั้งสองชนิดนี้จะเป็นพืชต่างถิ่นรุกรานเช่นกัน และหญ้าคาเอง ก็มีคุณลักษณะเป็นอัลลีโอพาทีเช่นเดียวกับสาบเสือ แต่เราก็ยังคงปล่อยให้ขึ้นอยู่บนทุ่งหญ้าบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ต่อไปเพราะหญ้าทั้งสองชนิดเป็นพืชอาหารของเก้งและกวางบนเขาใหญ่ได้นั้นเอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-793" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-4.jpg" alt="" width="960" height="640" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-4.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-4-300x200.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/4-4-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>อีกคำถามที่เกิดขึ้นคือ แล้วสาบเสือกระจายมาถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้อย่างไร มันคงไม่สามารถแพร่กระจายโดยน้ำอับเฉาเรือได้ สาบเสือและพืชรุกรานหลายชนิดสามารถแพร่กระจายได้หลายวิธีและง่ายมากจนเราอาจจะคาดไม่ถึงกล่าวคือ เมล็ดสาบเสืออาจจะติดมากับรองเท้าและเสื้อผ้าและดินที่ล้อรถของคนที่เข้ามาในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเมื่อสาบเสือได้แพร่กระจายมาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแล้ว เมล็ดของมันสามารถแพร่กระจายสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้โดยลอยไปกับลม น้ำ หรือแม้กระทั่งติดไปกับสัตว์ป่า และเสื้อผ้าของนักท่องเที่ยว</p>
<p>แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะจัดการสาบเสืออย่างไรดี ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ให้ความสำคัญกับการป้องกันแพร่กระจายของพืชต่างถิ่นรุกรานพอ ๆ กับการกำจัด โดยวิธีการจัดการที่สำคัญ คือ กำหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าพื้นที่อนุรักษ์กำจัดเศษดินออกจากรองเท้าและล้อรถ ไปพร้อม ๆ กับการระดมอาสามัครมาถอนพืชรุกรานออกจากพื้นที่ธรรมชาติ รวมไปถึงการใช้สารเคมีร่วมด้วย และการควบคุมโดยชีววิธี อย่างไรก็ดี การจัดการโดยให้ผู้ที่เข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกำจัดเศษดินออกจากล้อรถและรองเท้าในบริบทของสังคมไทยเป็นเรื่องยาก และแม้ว่าการใช้สารเคมีกำจัดจะเป็นวิธีที่ให้ผลสัมฤทธิ์ดีที่สุด แต่อาจจะไม่เหมาะสมในแง่ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และผลกระทบที่อาจจะตามมาในการนำไปใช้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นการถอนสาบเสือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการออกดอกเตรียมผลิตเมล็ด จึงน่าจะเป็นกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติรูปแบบใหม่นอกเหนือไปจากการสร้างโป่ง การสร้างฝายอันเป็นที่นิยมในหมู่อาสาสมัครด้านการอนุรักษ์ และควรมีการขยายออกไปในพื้นที่อนุรักษ์อื่น ๆ ด้วย</p>
<p><strong>บทความโดย : อาจารย์แตน Jiraporn Tan Teampanpong<br />
</strong><strong>ภาพ : farmthailand.com , frynn.com</strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 นกเค้าใกล้บ้านคุณ (Top 3 Urban Owls)</title>
		<link>https://baimai.org/planet/top-3-urban-owls/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2014 09:15:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=786</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: นายอุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: กุลพัฒน์ ศรลัมภ์ นอกจากนกกระจอกบ้าน นกพิราบป่า นกเขาชวา หรือนกกางเขนบ้าน ที่เราพบเจอได้รอบๆ บ้าน ตอนกลางวันแล้ว เคยสงสัยกันไหม? ในเวลากลางคืน มีนกอะไรให้เราดูบ้าง? แม้จะมีนกอยู่หลายกลุ่มที่ทํามาหากินในเวลากลางคืน คือ นกตบยุง (Nightjar) นกปากกบ (Frogmouth) แต่วันนี้ เราขอพูดถึงเฉพาะนกเค้า(owls) หรือกลุ่มนกฮูกตาโตที่เราคุ้นเคย ว่าในสวนหน้าบ้านนั้น จะพบนกนักล่ายามค่ําคืนชนิดไหนบ้าง? เสียงร้อง “ฮูก…… ฮูก……” ต่ําๆ ติดต่อกัน ที่เราได้ยินในเวลากลางคืน ตามกลุ่มต้นไม้ใหญ่ อย่า! เพิ่งหลอนว่าเป็นเสียงคน หรือเสียงลี้ลับ แท้จริงแล้ว มันคือเสียงของ นกฮูกหรือนกเค้ากู่ (Collared Scops Owl) ซึ่งเป็นหนึ่งในนกเค้าที่สามารถพบได้ค่อนข้างบ่อย แม้แต่ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ แต่ไม่ง่ายนักที่จะหาเจ้าของเสียงพบเพราะลําตัวสีน้ําตาลและขีดสีเข้มกระจายทั่วบริเวณลําตัวด้านล่างช่วยพรางตัวนกได้อย่างดี แต่แนะนําให้พยายามส่องไฟฉายหาตามเสียงและสังเกต “ก้อนกลมๆ” ที่คล้ายปุ่มไม้ตามกิ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นนกฮูกเกาะร้องอยู่ก็เป็นได้ นกฮูกทํารังวางไข่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนในโพรงไม้ตามธรรมชาติ หรือใช้โพรงของนกหัวขวานในช่วงเดือนเมษายน เรามักได้เห็นลูกนกฮูก เกาะเรียงกันแถวกิ่งไม้ใกล้ๆกับโพรงรังจํานวน 3-5 ตัว โดยลูกนกแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากันเป็นเพราะแม่ของมันจะเริ่มฟักไข่ ตั้งแต่วางไข่ใบแรกนั่นเอง เข้าไปฟังเสียงนกฮูกกันได้ตามลิงค์นี้ www.xeno-canto.org/115094 มาทําความรู้จักกันต่อกับนกเค้าอีกชนิดที่คนในกรุงเทพฯคุ้นเคย คือ นกเค้าจุด (Spotted Owlet) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง: นายอุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: กุลพัฒน์ ศรลัมภ์</strong></p>
<p>นอกจากนกกระจอกบ้าน นกพิราบป่า นกเขาชวา หรือนกกางเขนบ้าน ที่เราพบเจอได้รอบๆ บ้าน ตอนกลางวันแล้ว เคยสงสัยกันไหม? ในเวลากลางคืน มีนกอะไรให้เราดูบ้าง?</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-787" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg" alt="" width="1920" height="1179" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1.jpg 1920w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1-300x184.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1024x629.jpg 1024w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1-768x472.jpg 768w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/3-1-1536x943.jpg 1536w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></p>
<p>แม้จะมีนกอยู่หลายกลุ่มที่ทํามาหากินในเวลากลางคืน คือ นกตบยุง (Nightjar) นกปากกบ (Frogmouth) แต่วันนี้ เราขอพูดถึงเฉพาะนกเค้า(owls) หรือกลุ่มนกฮูกตาโตที่เราคุ้นเคย ว่าในสวนหน้าบ้านนั้น จะพบนกนักล่ายามค่ําคืนชนิดไหนบ้าง?</p>
<p>เสียงร้อง “ฮูก…… ฮูก……” ต่ําๆ ติดต่อกัน</p>
<p>ที่เราได้ยินในเวลากลางคืน ตามกลุ่มต้นไม้ใหญ่ อย่า! เพิ่งหลอนว่าเป็นเสียงคน หรือเสียงลี้ลับ แท้จริงแล้ว มันคือเสียงของ นกฮูกหรือนกเค้ากู่ (Collared Scops Owl) ซึ่งเป็นหนึ่งในนกเค้าที่สามารถพบได้ค่อนข้างบ่อย แม้แต่ในเขตเมืองของกรุงเทพฯ แต่ไม่ง่ายนักที่จะหาเจ้าของเสียงพบเพราะลําตัวสีน้ําตาลและขีดสีเข้มกระจายทั่วบริเวณลําตัวด้านล่างช่วยพรางตัวนกได้อย่างดี แต่แนะนําให้พยายามส่องไฟฉายหาตามเสียงและสังเกต “ก้อนกลมๆ” ที่คล้ายปุ่มไม้ตามกิ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นนกฮูกเกาะร้องอยู่ก็เป็นได้</p>
<p>นกฮูกทํารังวางไข่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนในโพรงไม้ตามธรรมชาติ หรือใช้โพรงของนกหัวขวานในช่วงเดือนเมษายน เรามักได้เห็นลูกนกฮูก เกาะเรียงกันแถวกิ่งไม้ใกล้ๆกับโพรงรังจํานวน 3-5 ตัว โดยลูกนกแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากันเป็นเพราะแม่ของมันจะเริ่มฟักไข่ ตั้งแต่วางไข่ใบแรกนั่นเอง เข้าไปฟังเสียงนกฮูกกันได้ตามลิงค์นี้ <a href="https://baimai.org/stories/top-3-urban-owls/www.xeno-canto.org/115094" target="_blank" rel="noopener">www.xeno-canto.org/115094</a></p>
<p>มาทําความรู้จักกันต่อกับนกเค้าอีกชนิดที่คนในกรุงเทพฯคุ้นเคย คือ นกเค้าจุด (Spotted Owlet) เพราะเป็นนกเค้าที่ปรับตัวเก่งพบได้ตามบริเวณพื้นที่เกษตร และสวนสาธารณะแม้แต่ตามตึกร้างหรือที่อยู่อาศัยของคนเราโดยมักพบอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวและเกาะกิ่งไม้ที่โล่งๆ ให้เราเห็นได้ง่าย แม้ในเวลากลางวันเราก็ยังสามารถพบนกเค้าจุดได้ไม่ยาก</p>
<p>นกเค้าจุดเป็นนกเค้าขนาดเล็ก (20 ซม.)ขนาดตัวใกล้เคียงกับนกฮูกและนกเค้าแมว นกเค้าจุดมีม่านตาสีเหลืองวงรอบใบหน้าสีขาว หัวและลําตัวด้านบนสีเทามีลายจุดสีขาวกระจายทั่วไปมีลักษณะเด่นคือ อกมีลายรูปหัวใจสีเทากระจายโดยทั่ว ท้องสีขาวและชนิดสุดท้ายที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ นกเค้าโมงหรือนกเค้าแมว</p>
<p>(Asian Barred Owlet) เพราะเรามีโอกาสพบบ่อยที่สุดและนกเค้าโมงนั้นมีประชากรค่อนข้างชุกชุมและพบได้ในถิ่นที่อยู่อาศัย(habitat) แทบทุกรูปแบบ ขอเพียงแค่มีไม้ยืนต้นให้อาศัยและกลุ่มไม้ที่ไม่รบทึบจนเกินไปเท่านั้นแม้แต่ตอนกลางวันเราก็พบนกเค้าโมงได้บ่อยครั้งเราพบนกชนิดนี้ในช่วงเวลากลางวัน</p>
<p>ทําไม? จึงเป็นเช่นนั้น คําตอบก็คือนกเค้าโมงเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มักหากินในเวลาพลบค่ําและรุ่งสาง</p>
<p>(crepuscular) บลอกเกอร์ Plains-wanderer เจ้าของคอลัมน์“นกป่าสัปดาห์ละตัว” ของหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึกได้เขียนไว้ว่า “สัตว์ที่มีพฤติกรรมแบบ crepuscularนี้มักมีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาการออกหาอาหารพอสมควรคือสามารถปรับเปลี่ยนเวลาในการหาอาหารได้ตามแต่ปัจจัยต่างๆจะเอื้ออํานวย บ่อยครั้งที่พบสัตว์เหล่านี้หากินในเวลากลางวันแสกๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สภาพอากาศร่มครึ้มหรืออาจมีกิจกรรมในยามดึกสงัดหากมีเหยื่อของพวกมันออกหากินก็เป็นได้</p>
<p>หากอยากพบนกเค้าโมง ต้องหัดสังเกตโดยสังเกตพฤติกรรมของนกเล็กๆ ที่พบในสวน เช่น นกกางเขนบ้านนกปรอดสวน นกอีแพรดแถบอกดํา เพราะนกพวกนี้จะรวมกลุ่มกันและส่งเสียงดังขับไล่ หรืออาจบินโฉบตี พฤติกรรมนี้ เรียกว่า“mobbing หรือ ก่อม๊อบ” ด้วยนกเค้าโมงเป็นนกนักล่าที่อาจจับนกเล็กๆเหล่านี้เป็นอาหารได้ พวกนกเล็กๆ ก็เลยต้องขับไล่ไปให้ไกลๆแต่นกเค้าโมงมักทํา ‘เนียน’ นั่งเกาะนิ่งบนกิ่งไม้ราวกับหุ่นปั้นด้วยพฤติกรรมนี้ เราจึงมีโอกาสหานกเค้าเจอได้ไม่ยาก</p>
<p>นกเค้าโมงจัดเป็นนกเค้าขนาดเล็กม่านตาสีเหลือง ลําตัวมีลายสีน้ําตาลทั่วทั้งตัว ท้องสีขาวบริเวณอกมีลายสีขาวในแนวตั้งลากยาวต่อเนื่องกับท้องโดยลายที่อกกระจายกันอย่างไม่เป็นระเบียบนกเค้าทุกชนิดเป็นนกล่าเหยื่อที่ช่วยควบคุมปริมาณสัตว์ขนาดเล็กในธรรมชาติให้กับเรา ผู้เขียนเองเคยพบนกเค้าโมงและนกเค้ากู่จัดการกับหนูท่อในเมืองเป็นอาหารเช่นเดียวกับนกเค้าจุดที่อาหารหลักเป็นแมลง โดยเฉพาะด้วงปีกแข็งซึ่งหลายชนิดเป็นแมลงศัตรูพืชใครอยากเห็นนกทั้งสามชนิดนี้(ยกเว้นนกฮูกหรือนกเค้ากู่ที่ออกหากินกลางคืนแต่อาจพบได้ในช่วงที่ลูกนกออกจากรัง)</p>
<p>แนะนําให้เข้าร่วมไปร่วมกิจกรรม “Bird walk เดินชมนกในสวน”ของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยจัดทุกสุดสัปดาห์แรกของเดือน โดยวันเสาร์จัดที่สวนวชิรเบจทัศ(สวนรถไฟ) วันอาทิตย์ที่สวนหลวง ร.๙ แถมวันอาทิตย์ที่สองของเดือนจัดที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ติดตามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่</p>
<p><a href="https://baimai.org/stories/top-3-urban-owls/www.facebook.com/bcst.or.th" target="_blank" rel="noopener">www.facebook.com/bcst.or.th</a></p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก</strong> 1. <a href="http://www.oknation.net/blog/plains-wanderer" target="_blank" rel="noopener">http://www.oknation.net/blog/plains-wanderer</a></p>
<p>2. Leadprathom K., Chimchome V. &amp; Bumrungsri S. 2009.<br />
Nesting ecology of the Collared Scops Owl Otus lettia in Thailand.<br />
In: Johnson D.H., Van Nieuwenhuyse D. &amp; Duncan J.R. (eds)<br />
Proc. Fourth World Owl Conf. Oct–Nov 2007, Groningen, The Netherlands. Ardea 97(4): 457–461.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค้างคาว นักผสมเกสรที่ยิ่งใหญ่</title>
		<link>https://baimai.org/planet/bat-pollination/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Jun 2014 09:10:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=774</guid>

					<description><![CDATA[รู้หรือไม่ว่า “ค้างคาว” นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกแล้ว ค้างคาวยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ นั่นคือการทำหน้าที่เป็นตัวผสมเกสรให้กับผลไม้หลายชนิด ค้างคาวบางกลุ่มมีพฤติกรรมการหากินคล้ายกับแมลงจำพวกผึ้ง และผีเสื้อ นั่นคือค้างคาวในกลุ่มที่กินผลไม้ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ของค้างคาวแม่ไก่ เช่น ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวบัว ค้างคาวขอบหูขาว เป็นต้น ค้างคาวเหล่านี้จะกินน้ำหวานและผลไม้เป็นหลัก ทำให้เวลาค้างคาวเข้าไปสัมผัสบริเวณช่อดอกของพืชผลตามสวนผลไม้ก็มักจะมีละอองเรณูติดไปกับค้างคาวและนำไปติดกับดอกอื่นๆในสวน ซึ่งเป็นการช่วยผสมเกสรให้กับผลไม้ได้เป็นอย่างดี ในทางกับกลับเกษตรกรกลับมีความเชื่อว่าค้างคาวเป็นศัตรูพืชที่ทำลายผลผลิตไห้ได้รับความเสียหาย แต่หลายๆ งานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่า ค้างคาวในกลุ่มกินผลไม้จะสร้างความเสียหายเพียง 5% เท่านั้น โดย Handley (1991) นักวิจัยชาวอเมริกันกล่าวว่า เมื่อเทียบกับพวกแมลงจำพวกแมลงวันและด้วง ค้างคาวดูเหมือนจะไม่มีอันตรายต่อผลไม้ในสวนของเกษตรกรเท่าไหร่นัก เพราะค้างคาวในกลุ่มนี้หากไม่มีน้ำหวานให้พวกมันกิน มันจะหันไปเลือกกินผลไม้ที่สุกงอมเต็มที่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่เกษตรกรนั้นไม่เก็บเกี่ยว ในขณะที่บทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของค้างคาว นั่นคือการเป็นผู้ผสมเกสรให้กับกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะทุเรียนที่มีดอกบานในช่วงเวลากลางคืน ดอกของทุเรียนนั้นมีสีขาว และมีกลิ่นฉุน รวมทั้งมีละอองเรณูที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แป้ง และไขมันที่ดึงดูดค้างคาวให้เข้ามาช่วยผสมเกสรได้เป็นอย่างดี ดร. สาระ บำรุงศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านค้างคาวกล่าวว่า ค้างคาวในกลุ่มนี้เป็นผู้ผสมเกสรที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ช่วยทำให้ทุเรียนติดผลได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ผสมเกสรชนิดอื่น และสวนทุเรียนที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานจะช่วยดึงดูดให้ค้างคาวเข้ามาใช้ประโยชน์ในสวนได้มากกว่าสวนที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เนื่องจากมีอาหารให้ค้างคาวกินตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยให้ค้างคาวในกลุ่มนี้เข้ามาช่วยผสมเกสรและช่วยทำให้ทุเรียนติดผล สวนทุเรียนโบราณจังหวัดนครนายก โดยคุณลุงชาตรี โสวรรณตระกูล น่าจะเป็นสวนที่ชี้ผลสำเร็จได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ค้างคาวและสัตว์อื่นๆเข้ามาช่วยผสมเกสรผลไม้ในสวน ซึ่งคุณลุงชาตรีได้รวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนมากกว่า 50 ชนิด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รู้หรือไม่ว่า “ค้างคาว” นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกแล้ว ค้างคาวยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ นั่นคือการทำหน้าที่เป็นตัวผสมเกสรให้กับผลไม้หลายชนิด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-775" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-1.jpg" alt="" width="960" height="450" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-1.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-1-300x141.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-1-768x360.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>ค้างคาวบางกลุ่มมีพฤติกรรมการหากินคล้ายกับแมลงจำพวกผึ้ง และผีเสื้อ นั่นคือค้างคาวในกลุ่มที่กินผลไม้ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ของค้างคาวแม่ไก่ เช่น ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวบัว ค้างคาวขอบหูขาว เป็นต้น ค้างคาวเหล่านี้จะกินน้ำหวานและผลไม้เป็นหลัก ทำให้เวลาค้างคาวเข้าไปสัมผัสบริเวณช่อดอกของพืชผลตามสวนผลไม้ก็มักจะมีละอองเรณูติดไปกับค้างคาวและนำไปติดกับดอกอื่นๆในสวน ซึ่งเป็นการช่วยผสมเกสรให้กับผลไม้ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ในทางกับกลับเกษตรกรกลับมีความเชื่อว่าค้างคาวเป็นศัตรูพืชที่ทำลายผลผลิตไห้ได้รับความเสียหาย แต่หลายๆ งานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่า ค้างคาวในกลุ่มกินผลไม้จะสร้างความเสียหายเพียง 5% เท่านั้น โดย Handley (1991) นักวิจัยชาวอเมริกันกล่าวว่า เมื่อเทียบกับพวกแมลงจำพวกแมลงวันและด้วง ค้างคาวดูเหมือนจะไม่มีอันตรายต่อผลไม้ในสวนของเกษตรกรเท่าไหร่นัก เพราะค้างคาวในกลุ่มนี้หากไม่มีน้ำหวานให้พวกมันกิน มันจะหันไปเลือกกินผลไม้ที่สุกงอมเต็มที่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่เกษตรกรนั้นไม่เก็บเกี่ยว</p>
<figure id="attachment_776" aria-describedby="caption-attachment-776" style="width: 960px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-776 size-full" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-2.jpg" alt="" width="960" height="293" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-2.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-2-300x92.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-2-768x234.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /><figcaption id="caption-attachment-776" class="wp-caption-text">Photo by Merlin D. Tuttle</figcaption></figure>
<p>ในขณะที่บทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของค้างคาว นั่นคือการเป็นผู้ผสมเกสรให้กับกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะทุเรียนที่มีดอกบานในช่วงเวลากลางคืน ดอกของทุเรียนนั้นมีสีขาว และมีกลิ่นฉุน รวมทั้งมีละอองเรณูที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แป้ง และไขมันที่ดึงดูดค้างคาวให้เข้ามาช่วยผสมเกสรได้เป็นอย่างดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-777" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-3.jpg" alt="" width="960" height="467" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-3.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-3-300x146.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-3-768x374.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>ดร. สาระ บำรุงศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านค้างคาวกล่าวว่า ค้างคาวในกลุ่มนี้เป็นผู้ผสมเกสรที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ช่วยทำให้ทุเรียนติดผลได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ผสมเกสรชนิดอื่น และสวนทุเรียนที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานจะช่วยดึงดูดให้ค้างคาวเข้ามาใช้ประโยชน์ในสวนได้มากกว่าสวนที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เนื่องจากมีอาหารให้ค้างคาวกินตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยให้ค้างคาวในกลุ่มนี้เข้ามาช่วยผสมเกสรและช่วยทำให้ทุเรียนติดผล</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-778" src="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-4.jpg" alt="" width="960" height="636" srcset="https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-4.jpg 960w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-4-300x199.jpg 300w, https://baimai.org/wp-content/uploads/2024/06/2-4-768x509.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>สวนทุเรียนโบราณจังหวัดนครนายก โดยคุณลุงชาตรี โสวรรณตระกูล น่าจะเป็นสวนที่ชี้ผลสำเร็จได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ค้างคาวและสัตว์อื่นๆเข้ามาช่วยผสมเกสรผลไม้ในสวน ซึ่งคุณลุงชาตรีได้รวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนมากกว่า 50 ชนิด และทำสวนแบบปลอดสารพิษ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการดูแลสวนไปมาก และยังช่วยทำให้สวนมีสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการเป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด และหนึ่งในนั้นคือ ค้างคาวกินผลไม้ที่เป็นนักผสมเกสรขาประจำในสวนทุเรียนของคุณลุงชาตรี ด้วยความเชื่อที่ว่า “เมื่อเราไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะไม่ทำร้ายเรา แต่กลับให้สิ่งที่ดีตอบแทนมา” ทุเรียนในสวนของคุณลุงชาตรีจึงติดผลโดยไม่ต้องจ้างแรงงานมาปัดดอก และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนทั้งหมดจะถูกขายในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดเพราะเป็นผลผลิตที่ปลอดสารเคมี และผลผลิตยังถูกจับจองจนหมดจากกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>เมื่อเราจัดการพื้นที่ให้เป็นธรรมชาติ ปลอดสารเคมี ก็จะเอื้อให้ค้างคาวเข้ามาใช้พื้นที่ ช่วยผสมเกสรให้กับผลผลิต ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการจ้างแรงงานบางส่วนในสวน จึงอาจกล่าวได้ว่า “ค้างคาว” เป็นนักผสมเกสรที่ยิ่งใหญ่ และหากเราหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ผลิตก็ตาม ต่างก็สามารถช่วยเป็นแรงผลักดันหรือฟันเฟืองเล็กๆ ที่ส่งเสริมให้การอนุรักษ์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถเลือกที่จะทำได้</p>
<p><strong>บทความโดย : วรรณนิภา บุญมา</strong><br />
<strong>ภาพประกอบ : โชคนิธิ คงชุ่ม</strong> , http://www.merlintuttle.com/gallery/</p>
<p><strong>อ้างอิง:</strong>Handley C O, Gardner A L, Wislson D E. Movement [In: Demography and nature history of the common fruit bat, Artibeus jamaicensis, on Barrn Colorado Island, Panama. C. O. Handley Jr, D. E. Wilson and A. L. Gandner, eds]. Smithsoniom Institution Press. Washington, D. C.1991.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เขื่อน กับการล่มสลายของระบบนิเวศ</title>
		<link>https://baimai.org/planet/dam-damage/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[We are Baimai]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jan 2014 13:57:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Planet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://baimai.org/?p=825</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: อุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: กุลพัฒน์ ศรลัมภ์ ในช่วงที่สังคมไทยกำลังต้องการคำตอบว่า เขื่อนเป็นทางออกของการจัดการน้ำหรือไม่ เรามาฟังผลงานวิจัยจากเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกัน เขื่อนเชี่ยวหลานได้สร้างขึ้นในปี 2525 ส่งผลให้พื้นที่ป่าเขาสกมากกว่า 165 ตารางกิโลเมตรถูกแบ่งแยกกลายเป็นป่าหย่อมเล็กหย่อมน้อย (fragmentation) จำนวนถึง 100 กว่าเกาะ เมื่อป่าถูกซอยย่อย ทางทีมวิจัยต้องการค้นหาคำตอบว่า “นานแค่ไหน? ที่สิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่ตามเกาะแก่งจะสูญพันธ์หมดไปจากพื้นที่ องค์ความรู้ที่ได้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องรู้ว่า ต้องเร่งมือโดยด่วนเพียงใด? เพื่อฟื้นฟูหย่อมป่าเหล่านี้ให้กลับคืนก่อนที่ระบบนิเวศจะล่มสลาย พวกเขาจึงทำการติดตามสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กบนเกาะ จำนวน 12-16 เกาะ ในเวลา 5-7 ปี หลังเขื่อนสร้าง และ25-26 ปีต่อมาว่า เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น สิ่งที่พวกเขาพบคือ สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กได้หายไปเกือบทั้งหมด (ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เพราะหมดไปนานแล้วตั้งแต่สร้างเขื่อนใหม่ๆ) เหลือเพียง “หนูท้องขาวปักษ์ใต้ (Malayan field rat)” ชนิดพันธุ์รุกรานที่แพร่กระจายเข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็ว Luke Gibson นักวิจัยจากมหาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ถึงกับเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ไม่ต่างจาก ecological Armageddon” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p align="right"><i>เรื่อง</i><i>: อุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: กุลพัฒน์ ศรลัมภ์</i></p>
<p>ในช่วงที่สังคมไทยกำลังต้องการคำตอบว่า เขื่อนเป็นทางออกของการจัดการน้ำหรือไม่ เรามาฟังผลงานวิจัยจากเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกัน</p>
<p>เขื่อนเชี่ยวหลานได้สร้างขึ้นในปี 2525 ส่งผลให้พื้นที่ป่าเขาสกมากกว่า 165 ตารางกิโลเมตรถูกแบ่งแยกกลายเป็นป่าหย่อมเล็กหย่อมน้อย (fragmentation) จำนวนถึง 100 กว่าเกาะ เมื่อป่าถูกซอยย่อย ทางทีมวิจัยต้องการค้นหาคำตอบว่า “นานแค่ไหน? ที่สิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่ตามเกาะแก่งจะสูญพันธ์หมดไปจากพื้นที่ องค์ความรู้ที่ได้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องรู้ว่า ต้องเร่งมือโดยด่วนเพียงใด? เพื่อฟื้นฟูหย่อมป่าเหล่านี้ให้กลับคืนก่อนที่ระบบนิเวศจะล่มสลาย</p>
<p>พวกเขาจึงทำการติดตามสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กบนเกาะ จำนวน 12-16 เกาะ ในเวลา 5-7 ปี หลังเขื่อนสร้าง และ25-26 ปีต่อมาว่า เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น สิ่งที่พวกเขาพบคือ สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กได้หายไปเกือบทั้งหมด (ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เพราะหมดไปนานแล้วตั้งแต่สร้างเขื่อนใหม่ๆ) เหลือเพียง “หนูท้องขาวปักษ์ใต้ (Malayan field rat)” ชนิดพันธุ์รุกรานที่แพร่กระจายเข้าไปแทนที่อย่างรวดเร็ว</p>
<p>Luke Gibson นักวิจัยจากมหาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ถึงกับเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ไม่ต่างจาก ecological Armageddon” –หรือ การล่มสลายเชิงระบบนิเวศ น่าตระหนกยิ่ง เพราะกระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เกิดขึ้นเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>บทสรุปสุดท้ายของงานวิจัยบอกเราว่า ต้องอนุรักษ์ป่าผืนใหญ่ และหลีกเลี่ยงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกป่าออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย เพราะเป็นหนทางเดียวที่เราจะอนุรักษ์ระบบนิเวศโดยรวมไว้ได้</p>
<p><b>ขอขอบคุณ</b><b>:</b><b> </b>พี่เพชร มโนปวิตร ที่แชร์บทความนี้บน Facebook<br />
<b></b><b>อ่านเพิ่มเติม</b><b>:</b> สรุปงานวิจัยที่ย่อยแล้วได้ที่</p>
<p>Gibson et al. 2013. Near-Complete Extinction of Native Small Mammal Fauna 25 Years after Forest Fragmentation. Science 341 (1508-1510)<br />
<a href="http://news.sciencemag.org/environment/2013/09/biodiversity-forest-fragments-proves-precarious" target="_blank" rel="noopener">http://news.sciencemag.org/environment/2013/09/biodiversity-forest-fragments-proves-precarious</a><br />
<a href="http://news.mongabay.com/2013/0926-hance-fragmentation-mammals.html" target="_blank" rel="noopener">http://news.mongabay.com/2013/0926-hance-fragmentation-mammals.html</a><br />
<a href="http://conservationbytes.com/2013/09/27/catastrophic-biodiversity-meltdown/" target="_blank" rel="noopener">http://conservationbytes.com/2013/09/27/catastrophic-biodiversity-meltdown/</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
