No comments yet

ขยะในมือคุณ ทำร้ายสัตว์ป่า

ผมยังจำเหตุการณ์ร้ายๆ ได้ดี ก่อนที่ผมจะเสียแม่ที่ผมรักไป แม่ที่คอยพาผมหากินในป่า ระแวงภัยจากพี่หมาในฝูงใหญ่ หรือน้าเสือดาว ลุงเสือโคร่งจอมเก๋าทั้งหลาย

วันนั้น เป็นเวลาเย็น แสงแดดอ่อนแรง แม่พาผมออกหากินหญ้าบริเวณใกล้ลานกางเตนท์ แม่พบกระป๋องสีออกแดงๆ วางอยู่ แม่ได้กลิ่นเศษอาหารและพยายามเลียกินเศษอาหารข้างใน ใช้เท้าเขี่ยไปเขี่ยมา แล้วเท้าของแม่ พลาดไปเหยียบกระป๋องเข้าสวมเอาที่ข้อเท้า

หลายวันเข้าข้อเท้าของแม่เป็นแผลบาดลึก ร่างกายของแม่ซูบผอมลงเรื่อยๆ ด้วยหากินอาหารได้ลำบาก ตาแม่ฉ่ำไปด้วยน้ำตา แม่คงเจ็บทรมานมาก

จนวันหนึ่งกลุ่มคนหลายคน ที่แต่งตัวกันในชุดลายพรางสีเข้ม เรียกตัวเองว่า “เจ้าหน้าที่ป่าไม้” มาพร้อมกับชายอีกคนที่ถือกระเป๋าสีดำใบโต ในนั้นมีอุปกรณ์มากมายที่ผมไม่รู้จัก รวมทั้งยาที่ใช้รักษาแม่ด้วย “ป่าไม้” เรียกชายคนนั้นว่า “หมอ”

พี่หมอ–สัตวแพทย์ เขาบอกกับพี่ป่าไม้ว่า ต้องช่วยเอากระป๋องปลากระป๋องที่ติดข้อเท้าแม่ออกก่อน ลมหายใจของแม่โรยริน ดวงตาของแม่โรยแรง ขณะทำแผลช่วยชีวิตแม่ ผมจำได้ว่า คุณหมอส่ายหัวไปบ่นไปว่า

“นักท่องเที่ยวเขาจะรู้บ้างไหม ขยะที่พวกเขาไม่ยอมทิ้งลงในถังขยะ มันทำร้ายสัตว์ป่าขนาดไหน?”

หลังจากวันนั้น ผมกลายเป็นลูกกวางกำพร้า แม่ได้จากผมไปเสียแล้ว ก่อนตาย ข้อเท้าของแม่ขาด พี่หมอบอกพี่ป่าไม้ว่า

“เราช่วยเขาไม่ทันแล้ว”

“แผลติดเชื้อเรื้อรัง อย่างรุนแรง”

พี่หมอหันมามองผม แล้วหันไปหาพี่ป่าไม้ พร้อมพูดว่า

“คงต้องเป็นแม่บุญธรรมให้เจ้าตัวเล็กนี้แล้ว”

จนวันนี้ ผมกลายเป็น “กวางหน่วยฯ” หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ พนักงานต้อนรับ ฯลฯ ตามแต่ใครจะตั้งชื่อหรือเรียกให้เป็น เพราะผมเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก จึงมีพี่ป่าไม้คอยดูแล หากินอยู่ใกล้หน่วยฯ หรือบ้านพักของเจ้าหน้าที่

“เธอดูนั่นสิ กวางตัวโตเชียว มานี่สิ มากินขนมกัน”

สาวหน้าขาวแอ๊บแบ๊วนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น เรียกผมเข้าไปหา ดึงดูดด้วยกลิ่นของขนมอันน่ากินเป็นที่สุด เคี้ยวถุงขนมเหนียวนุ่มไม่รู้เบื่อ

หากถามผมว่า กินเศษอาหารที่นักท่องเที่ยวให้มานานหรือยัง? ผมเริ่มกินมาตั้งแต่ตอนกำพร้าแม่ใหม่ๆ แล้ว เพราะจะให้ผมไปผจญภัยในป่า คงจะไม่รอดปากน้าเสือแน่ๆ เลยอาศัยอยู่ใกล้คนดีกว่า ปลอดภัยหายห่วง แถมของกินเยอะแยะ ไม่ต้องออกแรงหากินเอง เหมือนพี่ๆ กวาง เก้งตัวอื่นในป่า มีนักท่องเที่ยวเอ็นดู โยนเศษอาหารให้กิน วันไหนมีนักท่องเที่ยวน้อย ผมก็ยังหาของอร่อยได้จากแถวๆ กองขยะ หรือแถวข้างๆ ลานกางเตนท์ที่นักท่องเที่ยวทิ้งขยะไว้ทั่ว

นอกจากผมที่ติดใจรสชาติอาหารจากท่องเที่ยวแล้ว ยังมีน้องๆ แก๊งค์ลิงกังทั้งหลายอีก ผมมักเห็นพวกเขายกฝูงทั้งลูกเด็กเล็กแดง มารอเศษอาหารข้างถนน นึกไปถึงเมื่อก่อน

ตอนแม่ผมยังอยู่ จำได้เลือนๆ ว่า คุณลุง คุณป้าลิงกัง พ่อแม่ของแก๊งค์น้องๆ ลิงกังพวกนี้ ไม่ออกมารอขอเศษอาหารข้างทางอย่างนี้หรอก เพราะพวกเขาต้องหากินผลไม้ในป่า พวกเขาปีนป่ายได้เก่ง ขย่มลูกไม้ให้กวาง เก้งอย่างเราๆ ได้ลิ้มรสบ้าง เพราะไม่มีปัญหาห้อยโหนได้อย่างเจ้าจ๋อ

เคยได้ยินพี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ บอกกับน้องๆ เยาวชนนักเรียนที่มาเข้าค่ายฯ เหมือนกันว่า

“น้องๆ ลิงกังทั้งหลายมีหน้าที่กระจายเมล็ดพรรณไม้ที่มันกิน ไปปลูกยังที่อื่นทั่วป่า แต่ถ้าลิงกังทั้งป่ามานั่งขอทาน ขอเศษอาหารข้างถนนอย่างนี้ ใครจะทำหน้าที่เหล่านั้น?” ผมนั่งฟังก็นึกสงสัยอยู่ในใจว่า แล้วพี่ๆ ตัวอื่น อย่างคุณอานกเงือก ลุงกระทิง ลุงช้างล่ะ เขาไม่ทำหน้าที่ปลูกต้นไม้ในป่าหรอกเหรอ?

จะตะโกนออกไปถาม นึกได้ว่า ไม่มีใครเข้าใจภาษากวางนี่น่า พอดีมีน้องนักเรียนสงสัย ถามอย่างที่ผมสงสัย พี่ป่าไม้ที่ยืนอยู่ด้านหน้า ก็ร้องอ๋อ! ออกมาทันที พร้อมเล่าให้ฟังว่า

“สัตว์แต่ละชนิดในป่าจะเลือกกินอาหารที่ต่างกันออกไปครับ เพื่อไม่แก่งแย่งอาหารกัน เช่น นกเงือกอาจกินลูกไม้ที่เล็กกว่าลิงกังกิน แถมแต่ละตัว ก็มีกำลังความสามารถพาลูกไม้ ไปปลูกได้ใกล้-ไกลต่างกัน อย่างพี่ใหญ่–ช้างป่า ก็ไปได้ไกลสุด ส่วนเก้ง กวางจะพาไปปลูกได้ไม่ไกลเท่า”

อ๋อ! มีอีกเรื่องที่ผมอยากรู้ ทำไม พี่ๆ ป่าไม้ที่ผมใกล้ชิดด้วยหลายคน พวกเขามักไล่ไม่ยอมให้ผมกินอาหารของนักท่องเที่ยว คุ้ยเขี่ยเอาจากกองขยะ แล้วก็ชอบเรียกผมว่า “ไอ้กวางนิสัยเสีย” ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพราะอะไร? แต่ผมก็คงต้องหากินเศษอาหารต่อไป หากินได้ง่าย แถมนักท่องเที่ยวเอ็นดูเรา ต่อให้มีป้ายบอก

“ห้ามนักท่องเที่ยวให้อาหารสัตว์ป่า”

ผมไม่เห็นจะไม่มีใครเชื่อเลย บางครั้ง ผมยังกินอาหารที่นักท่องเที่ยวยื่นให้แถวข้างๆ ป้ายเลย

แม้อยู่ใกล้กับคน ฝูงหมาในไม่มาตอแย แต่ผมก็ต้องระวังตัวเสียหน่อย เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ภาพสลดหดหู่ใจยังตามวนเวียนในหัวผม แก๊งเจ้าลิงกังฝูงเดิม ที่มารอเศษอาหารอยู่ข้างถนน ลูกลิงเด็กน้อย สมาชิกฝูงของพวกมันตัวหนึ่ง ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะนักท่องเที่ยวตีนผีแท้ๆ ขอร้องกันเถอะ ถ้ายังขับรถเร็วเช่นเดียวกับขับตามถนนในเมือง หากสัตว์ป่าวิ่งตัดหน้าข้ามถนน คุณจะชะลอรถทันไหม?

รถของนักท่องเที่ยว เร่งทะยานผ่านไป ทิ้งไว้เพียงซากอันน่าเวทนาของสัตว์ป่า ดวงตาของมันถลนออกมา ร่างยับเหยินบนกองเลือดเต็มพื้นบริเวณนั้น แม่ลิงและเพื่อนๆ ที่เคยเล่นกับมัน ไม่รู้หรอกว่า เจ้าจ๋อน้อยได้จากไปแล้ว ยังคงปลุกเพื่อนให้ลุกมาวิ่งเล่น แม่ยังสะกิดลูกให้ตื่นขึ้นมาไปหาอาหารด้วยกัน แม่ของเจ้าจ๋อไม่รู้เลยว่า ลูกของเธอตายไปแล้ว ยังนั่งรอลูกตื่นขึ้นมาอยู่อย่างนั้น

จนมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกหายใจไม่สะดวกเลย แน่นหน้าอก เหมือนมีก้อนอะไรสักอย่าง มาอุดตันอยู่ในลำคอ น้ำลายไหลยืดออกมา ปวดท้องอย่างรุนแรง ผมอ่อนแรงลงมาก เพราะกินอาหารไม่ได้มาหลายวันแล้ว กินอะไรเข้าไป ก็พาสำรอกออกมาหมด  พี่ป่าไม้มาเห็นเข้า ก็รีบโทรตามพี่หมอ–สัตวแพทย์มาดูอาการ พี่หมอบอกว่า คงช่วยอะไรผมไม่ทันแล้ว ลมหายใจผมแผ่วลงทุกที…

ในภาพที่เลือนราง ภาพของแม่ที่จากไปเพราะกระป๋องปลากระป๋องครอบข้อเท้าจนตาย ภาพของตัวผมเองกินเศษอาหาร แล้วเผลอกินเอาถุงพลาสติกเข้าไปด้วย ได้ยินพี่หมอพูดกับพี่ป่าไม้ว่า

“นักท่องเที่ยวจะรู้สึกอย่างไร ถ้าได้รู้ว่า ขยะในมือเขา ที่ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ฆ่าสัตว์ป่ามามากแล้ว”

***คงไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้ายต่อสัตว์ป่าโดยไม่รู้ตัว ช่วยกันเถอะครับ ขยะในมือเรา ทิ้งให้ถูกที่ถูกทาง ตามที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ เชื่อว่า ผมและคุณ ต่างไม่อยากเห็นภาพซากกวางที่ผ่าท้องออกมา หาสาเหตุการตาย แล้วพบถุงพลาสติกจำนวนมาก อัดแน่นเป็นก้อน เต็มอยู่ในกระเพาะอาหารของมัน ไม่อยากเห็นสัตว์ป่าถูกกระป๋องครอบหรือเศษแก้วบาดเท้า แล้วทำร้ายสัตว์ป่าจนตายหรือพิการอีก คำตอบอยู่ที่ทุกคนแล้วครับ

————————————– เรื่อง: อุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: กุลพัฒน์ ศรลัมภ์

p13 (Custom)

Comments are closed.